บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

Last updated: Oct 19, 2020  |  166 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY NEWS

บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

BPP ชู 3 กลยุทธ์ลงทุนธุรกิจไฟฟ้า

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผย 3 กลยุทธ์การลงทุนในการขยายธุรกิจไฟฟ้า โดยจะขยายไปตามที่บริษัทแม่ลงทุน จะขยายในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และเป็นประเทศที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง โดยมั่นใจว่าต้นปี 2564 จะสามารถสรุปการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาได้

นายกิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยว่า BPP ได้ตั้งเป้าหมายจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 โดยในส่วนนี้จะเป็นพลังงานทดแทน 20% ของกำลังการผลิตรวมตามสัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด ซึ่ง BPP ถือหุ้นอยู่ 50% หรือประมาณ 800 เมกะวัตต์

ซึ่งการขยายธุรกิจไฟฟ้าในอนาคตให้ได้ตามเป้าหมาย มีกลยุทธ์การลงทุน 3 กลยุทธ์ ประกอบด้วย 1.จะลงทุนในประเทศที่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ลงทุนอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการ Synergy ร่วมกันในกลุ่ม 2.ประเทศที่จะลงทุนจะต้องมีการเติบโตทางเศรษฐกิจดี และ 3.ประเทศนั้นจะต้องมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ดังนั้น จึงมองโอกาสขยายการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย โดยจะเน้นการลงทุนในพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม

ปัจจุบัน BPP อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการ (M&A) โรงไฟฟ้าก๊าซฯ ในประเทศสหรัฐฯ เพื่อต่อยอดธุรกิจภายใต้โครงการ Gas to Power หลังจาก บริษัท บ้านปู ได้เข้าไปถือหุ้นในแหล่งก๊าซฯ จากชั้นหินดินดาน (Shale Gas) 2 แหล่ง ในสหรัฐฯ คือ แหล่งบาร์เนตต์ (Barnett) ที่รัฐเท็กซัส และแหล่งมาร์เซลลัส (Marcellus) ที่รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งบริษัทสนใจซื้อกิจการโรงไฟฟ้าในพื้นที่รอบแหล่งก๊าซฯ ทั้ง 2 แหล่ง คาดว่าจะมีความชัดเจนในต้นปี 2564

ทั้งนี้ ในสหรัฐฯ มีโครงข่ายท่อก๊าซฯ เชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้าและครอบคลุมหลายรัฐ มีเครื่องมือทางด้านการเงินที่เอื้อต่อการลงทุนในสหรัฐฯ สามารถจัดหาเครื่องมือทางการเงินได้หลายรูปแบบ ช่วยให้บริษัทไม่ต้องใช้เงินทุนมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในเอเชีย และยังเป็นตลาดที่มีการเติบโตของความต้องการใช้พลังงานมาก อย่างไรก็ตาม ขนาดของโครงการน่าจะมีขนาดไม่ต่ำกว่า 800 เมกะวัตต์ต่อโรง จึงต้องหาพันธมิตรร่วมทุนเนื่องจากเป็นการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

นายกิรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในสิ้นปี 2563 คดาว่าจะมีโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มขึ้น ได้แก่ โรงไฟฟ้าซานซีลู่กวงในประเทศจีน กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 396 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น 2 แห่ง รวมอีก 25 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้า Yamagata กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า Yabuki กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม เอลวินหมุยยิน (El Wind Mui Dinh) ในประเทศเวียดนาม กำลังการผลิต 38 เมกะวัตต์

ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลมหวินเจา ระยะที่ 1 ในเวียดนาม กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์จะเลื่อนไป COD ในไตรมาส 1 ปี 2564 เนื่องจากได้รับผลกระทบเรื่องการขนส่งอุปกรณ์ก่อสร้างจากสถานการณ์โควิด-19