บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

Last updated: 20 ส.ค. 2569  |  76 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

เปิดเรื่องเล่า 3 พื้นที่ เมื่อพลังงานสะอาดเป็นได้มากกว่าแค่แสงสว่าง
GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่มีค่าใช้จ่าย ถึง 28 ส.ค. นี้

หากลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนดอยสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเย็นสบายตลอดปี ปลูกกาแฟ ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ หรือหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง แต่โอบล้อมไปด้วยทิวเขา ธรรมชาติสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม ชาวบ้านยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือหมู่บ้านชาวประมงที่อาศัยอยู่บนแพอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน เหมือนทะเลสาบขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยสัตว์น้ำหลากหลายชนิด

แต่ทว่าในความงดงาม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านเหล่านั้น กลับถูกกลืนหายไปในความมืดมิด เพียงเพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรืออยู่ในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า มีไฟฟ้าใช้ไม่เพียงพอ กลายเป็นเงื่อนไขขีดเส้นแบ่งชีวิตของผู้คน ที่เผชิญกับข้อจำกัดคือ “ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ ทั้งกลางวันและกลางคืน”

ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา หรือการสื่อสารได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ “บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ “GULF” เดินหน้าส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ครอบคลุม 20 พื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดอยสูง พื้นที่เกาะ หรือพื้นที่ชายแดน

เพราะ GULF เชื่อว่าการเข้าถึงไฟฟ้า ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้คนสามารถใช้บริการขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม แต่ยังช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืน

บ้านดอยเวียง: เปลี่ยน “กาแฟเชอรี่” สู่ “กะลา” เพิ่มรายได้เกษตรกร

อย่าง “บ้านดอยเวียง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่” ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เป็นชุมชนชาวเขาเผ่าลาหู่ที่มีประชากรราว 100 หลังคาเรือน ราว 400 คน อาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างเกื้อกูล ชาวบ้านที่นี่กว่า 80% ปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลัก โดยปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ เป็นวิถีเกื้อกูลกันระหว่างคนกับป่า ปลูกกาแฟและดูแลผืนป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน

และด้วยความสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพอากาศและดินทำให้ผลผลิตกาแฟของบ้านดอยเวียงมีรสชาติดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ทว่าชุมชนแห่งนี้ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากพลังน้ำ ซึ่งไม่เสถียรใช้งานได้เพียง 3 – 4 ชั่วโมงต่อวัน และเมื่อถึงฤดูแล้งที่สายน้ำเหือดแห้ง ทั้งหมู่บ้านจะไม่มีไฟฟ้าใช้เลยตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ชาวบ้านต้องจำใจขายกาแฟเชอรี่สดเท่านั้น ไม่สามารถแปรรูปได้ ซึ่งราคาขายจะอยู่เพียงกิโลกรัมละ 25 – 30 บาท ขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลาง รวมถึงราคาตลาดที่ผันผวน บางปีราคาถูก บางปีราคาแพง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ไม่แน่นอน

เมื่อ GULF นำระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เข้าไปติดตั้งที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านดอยเวียง แสงสว่างแรกจึงได้เริ่มจุดประกายขึ้น เพราะไฟฟ้าช่วยเชื่อมต่อระบบดาวเทียมและสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ สามารถท่องโลกกว้าง สร้างโอกาสด้านการศึกษาให้เท่าเทียมกับเด็กในเมืองใหญ่ และ GULF ยังได้สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรือนสำหรับสีกาแฟ พร้อมจัดซื้อเครื่องสีกาแฟที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์มอบให้แก่ชุมชนอีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านรอยยิ้มและน้ำเสียงของ “นายยูเอละ จะอืด” กรรมการหมู่บ้าน และตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านดอยเวียงที่เล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนเราขายได้แค่กาแฟเชอรี่สด บางปีราคาตกต่ำจนแทบไม่คุ้มเหนื่อย ทั้งที่กาแฟของเรามีคุณภาพดี แต่เมื่อ GULF นำโซลาร์เซลล์เข้ามาพร้อมสนับสนุนโรงเรือนและเครื่องสีกาแฟ จึงจุดประกายความหวังต่อยอดการแปรรูปสู่ ‘กาแฟกะลา’ ซึ่งขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 180 บาท รายได้ของชาวบ้านเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว คุณภาพชีวิตดีขึ้น และในอนาคตยังสามารถสร้างแบรนด์กาแฟของชุมชนได้อีกด้วย สำคัญที่สุดแผงโซลาร์เซลล์นี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ชาวบ้านและหน่วยงานในพื้นที่เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ นำไปสู่การทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันเพื่อดูแลรักษาป่าต้นน้ำให้เติบโตคู่กับชุมชนต่อไป”

บ้านปากนาย: โซลาร์เซลล์บนแพลอยน้ำ เสริมความมั่นคงอาชีพประมง

เช่นเดียวกับ “บ้านปากนาย อ.นาหมื่น จ.น่าน” ซึ่งเป็นชุมชนบนแพกลางอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ มีประชากรราว 200 คน ชาวบ้านที่นี่สืบทอดวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านมาหลายชั่วอายุคน ดำรงชีพด้วยการจับสัตว์น้ำและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากปลา แต่ด้วยหมู่บ้านตั้งอยู่บริเวณปลายสายส่ง ประกอบกับลักษณะพื้นที่เป็นแพลอยน้ำ จึงประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะการเก็บรักษาและแปรรูปปลาที่ทำได้อย่างจำกัด GULF มองเห็นโจทย์ที่ท้าทายจึงเข้าไปติดตั้งโซลาร์เซลล์บนแพส่วนกลางของหมู่บ้าน ซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตไม่ว่าน้ำจะขึ้นหรือลง แพส่วนกลางนี้จะเคลื่อนที่ตามไปได้เสมอ ทำให้คนในชุมชนใช้ไฟฟ้าร่วมกันได้อย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ เสริมศักยภาพการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

น.ส.จารุณี ซ้อนสมบัติ ผู้ใหญ่บ้านปากนาย บอกว่า “บ้านปากนายประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้ามานานมาก การมีแพส่วนกลางที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์และเคลื่อนที่ได้จึงตอบโจทย์ชีวิตพวกเราจริง ๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมาใช้งานร่วมกัน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านแปรรูปปลาที่ต้องใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมาก และเมื่อมีไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เราสามารถพัฒนาและต่อยอดการทำปลาอบแห้งและการแปรรูปอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตไม่เสียหายง่ายเหมือนเมื่อก่อน สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และที่สำคัญทำให้การประกอบอาชีพประมงของชาวบ้านปากนายมีความมั่นคง ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในระยะยาว”

บ้านวุ้งกะสัง: ปลุกชุมชนจากความมืด สู่อาชีพสร้างรายได้ยามค่ำคืน

ขณะที่ “บ้านวุ้งกะสัง ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร” ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาทางทิศตะวันตกของเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอโบราณที่ตั้งถิ่นฐานมานานนับร้อยปี ปัจจุบันมีชาวบ้านอาศัยอยู่ราว 110 หลังคาเรือน รวมกว่า 357 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และปศุสัตว์เป็นหลัก ด้วยพื้นที่ตั้งของหมู่บ้านที่ล้อมรอบด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน ทำให้ระบบไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ยามค่ำคืนต้องจุดเทียนหรือจุดขี้ไต้ บางบ้านมีแผงโซลาร์เซลล์เล็ก ๆ เพื่อส่องสว่างเท่านั้น

GULF เข้าไปติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโป่งน้ำร้อน – วุ้งกะสัง เพื่อยกระดับสุขภาวะ ความปลอดภัย พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของเด็กก่อนวัยเรียน ขณะเดียวกันไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดยังถูกเชื่อมต่อไปยังส่วนกลางของหมู่บ้าน ทั้งศาลาอเนกประสงค์ และลานกีฬา เพื่อให้เป็นพื้นที่ส่วนรวมสำหรับทุกกิจกรรมของคนในชุมชน

น.ส.ดวงใจ จูมงคล ผู้ใหญ่บ้านวุ้งกะสัง เล่าให้ฟังว่า “การที่ GULF เข้ามาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในครั้งนี้ ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาของลูกหลานในศูนย์เด็กเล็กเท่านั้น แต่การต่อไฟฟ้ามาที่ศาลาอเนกประสงค์และลานกีฬา ทำให้ศูนย์กลางของหมู่บ้านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ตอนนี้เรามีจุดชาร์จไฟสำหรับเครื่องมือทางการเกษตรและอุปกรณ์สื่อสาร ชาวบ้านไม่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปชาร์จไฟข้างนอกเหมือนเมื่อก่อน และสำคัญที่สุด พอกลางคืนมีแสงสว่างที่เพียงพอ กลุ่มแม่บ้านสามารถมารวมตัวกันที่ศาลาส่วนกลางเพื่อทำอาชีพเสริม อย่างการทอผ้าพื้นเมืองและการจักสาน ที่สร้างรายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัว แสงไฟนี้จึงเป็นแสงสว่างที่สร้างงาน สร้างอาชีพให้พวกเราอย่างแท้จริง”

จากเรื่องราวของทั้ง 3 พื้นที่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังแห่งความเปลี่ยนแปลง เมื่อพลังงานสะอาดเดินทางไปถึง และตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี GULF ไม่ได้มุ่งแต่ส่งมอบอุปกรณ์และเทคโนโลยี หากแต่มุ่งสร้างคุณค่าร่วม โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนไปแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการของสังคม เพื่อให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข การศึกษา การสื่อสาร และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียม

และเพื่อจุดประกายแสงสว่างให้กับชุมชนอื่น ๆ GULF จึงอยากชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสกับโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” ด้วยการชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยสามารถเสนอชื่อ และรายละเอียดของพื้นที่ที่ต้องการรับการสนับสนุนจากโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันนี้ - 28 สิงหาคม 2569 เท่านั้น

ผู้ที่สนใจนำเสนอพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า กรอกข้อมูลได้ที่: https://forms.gle/Dun55vSdrLem1WPi8 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Gulf SPARK: https://www.facebook.com/GulfSPARK.TH/ ทั้งนี้ การพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เป็นดุลยพินิจของบริษัทฯ และขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการพิจารณาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า

ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการ Energy Time Online

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้