ถนนสู่ "อิตาลี" สีสันระหว่างทาง กับความ "มินิ" ที่ลงตัว

43 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY OF LIFE

ถนนสู่ "อิตาลี" สีสันระหว่างทาง กับความ "มินิ" ที่ลงตัว

ถนนสู่ "อิตาลี"
สีสันระหว่างทาง
กับความ "มินิ" ที่ลงตัว

“ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม”

เป็นประโยคที่บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของอิตาลี  ในสมัยที่กองทัพโรมันได้กรีฑาพลไปทั่วสารทิศเพื่อล่าเมืองขึ้น แล้วก็ขนเอาเฉพาะทรัพย์สมบัติของเมืองเชลยมาไว้ที่กรุงโรม โดยไม่มีการล้มล้างราชวงศ์หรือผู้ปกครองเดิมแต่อย่างใด  การก่อสร้างถนนหนทางจากดินแดนต่างๆ เพื่อเชื่อมสู่กรุงโรมซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจในขณะนั้นจึงเกิดขึ้น  เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนย้ายถ่ายเททรัพย์สมบัติมีค่าทั้งหลาย รวมทั้ง ศิลปวัตถุขนาดใหญ่ อย่างเช่น เสาโอบิลิกต์จากประเทศอียิปต์ซึ่งมีอยู่หลายต้นในกรุงโรม 

ไม่แปลกที่อิตาลีจะเป็นประเทศในฝันของนักเดินทางทั่วโลก ในฐานะมหาอำนาจด้านศิลปะที่ทิ้งเรื่องราวความรุ่งโรจน์แห่งอดีตไว้ในเมืองเก่าแก่ที่มีการอนุรักษ์อย่างลงตัวกับโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โรม ฟลอเร้นซ์ ปอมเปอี และปิซ่า  ขณะที่เมืองท่าต่างๆ ของอิตาลี เช่น ซานมากริต้า ลาสปาเซีย ซิงเกว่ทรอเร่ ก็มีวิวทิวทัศน์ที่งดงามน่าตื่นใจ  และยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง มิลาน มหานครแห่งแฟชั่นที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าจะไม่ยอมพลาดด้วยประการทั้งปวง

แม้อิตาลีจะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย   แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตั้งแต่สมัยบรรพกาลของดินแดนแห่งนี้ก็ยังมีการขุดค้นไม่จบสิ้น โดยเฉพาะในกรุงโรม  นอกจากนี้ อิตาลียังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีหินอ่อนที่ดีที่สุดในโลก มีการส่งออกหินอ่อนที่ทำรายได้ให้อิตาลีเป็นจำนวนมาก และสถาปัตยกรรมในอิตาลีส่วนใหญ่ก็มักจะก่อสร้างด้วยหินอ่อน อย่างเช่น หอเอนปิซ่า ที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหมด 


ปัจจุบัน อิตาลีก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ในยุโรป ที่มีการวางระบบการขนส่งที่ดีเยี่ยม มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งระหว่างเมือง และระหว่างประเทศในยุโรปด้วยกัน  ขณะที่ในเมืองใหญ่ๆ ก็มีระบบบนส่งมวลชนเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะรถราง รถไฟฟ้า และรถบัสโดยสาร 


ถึงกระนั้น การใช้รถยนต์ส่วนตัวในเมืองใหญ่ อย่าง โรม มิลาน และฟลอเร้นซ์ ก็ยังมีอยู่มากไม่น้อย และด้วยความเป็นห่วงในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้รถยนต์ (ตามมาตรฐานของประเทศในยุโรปทั้งหลาย) รถยนต์ที่พบเห็นส่วนใหญ่ในอิตาลีจึงเป็นรถยนต์ที่มีขนาดเล็กมาก มีเพียงแค่ 2 ที่นั่ง ซึ่งนอกจากจะประหยัดน้ำมันแล้ว ยังมีความเล็กกะทัดรัดเหมาะกับถนนในอิตาลีซึ่งก็ไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางอะไรนัก  


แม้แต่การเก็บขยะในเมืองใหญ่ๆ ของอิตาลี ก็ยังใช้รถเก็บขยะที่มีขนาดเท่ากับรถกระบะขนาดเล็ก ก่อนจะนำขยะที่เก็บได้ไปถ่ายสู่รถขนขยะขนาดใหญ่อีกทอดหนึ่ง เราจึงเห็นรถเก็บขยะขนาดเล็กวิ่งวนอยู่ในเมืองใหญ่เพื่อเก็บขยะให้เป็นเมืองที่สะอาดน่าดู 


ในนครรัฐวาติกันก็มีการนำรถยนต์ขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง มาใช้ในกิจการตำรวจเพื่อลาดตระเวนและคอยสอดส่องความปลอดภัยของผู้ที่เดินทางมายังนครรัฐแห่งนี้ด้วย


เราอดไม่ได้ที่จะมองหาปั๊มน้ำมันที่ยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของยานยนต์  เพื่อจะพบว่า ปั้มน้ำมันในอิตาลีก็มีขนาดเล็กมาก ส่วนใหญ่เป็นปั๊มที่ให้บริการเติมน้ำมันเพียงอย่างเดียว ไม่ค่อยมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น มินิมาร์ท หรือร้านอาหาร นอกจากจะมีบริการล้างรถยนต์ หรือร้านกาแฟบ้างในบางปั๊ม แต่ก็หาได้น้อยมาก ตู้จ่ายน้ำมันส่วนใหญ่จะมีเพียง 2 ตู้จ่าย และจำหน่ายน้ำมันเพียง 2 ชนิด คือ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ส่วนสถานที่ตั้งปั๊มน้ำมันก็อยู่ทุกแห่งในกลางใจเมือง เพราะใช้พื้นที่ไม่มากนัก บางปั๊มน้ำมันก็ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำ เช่น แม่น้ำไทเบอร์ในกรุงโรม ยี่ห้อน้ำมันที่จำหน่ายก็มีหลากหลาย เช่น Agip, Eni, Q8, Esso, Repsol  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ระดับโลก 
      


นอกจากนี้ ปั๊มน้ำมันในอิตาลีส่วนใหญ่จะเป็นปั๊มที่ให้บริการเติมน้ำมันด้วยตัวเอง บางปั๊มอาจจะไม่มีพนักงานคอยเก็บเงินเลย แต่จะมีเครื่องรูดบัตร หรือเครื่องเก็บเงินอัตโนมัติติดตั้งไว้ เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็สามารถนำหัวจ่ายน้ำมันมาเติมใส่รถยนต์ได้เลย


นี่คืออีกประสบการณ์เล็กๆ เกี่ยวกับการใช้พลังงานที่พบเห็นในอิตาลี  และเราเชื่อว่า...ทุกวันนี้ “ถนนทุกสาย (ก็ยัง) มุ่งสู่กรุงโรม”  เพราะนักเดินทางจากทั่วโลกยังคงปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับสีสันและความหลากหลายของอิตาลีที่มีเสน่ห์แบบไม่เหมือนใคร....

บันทึกอิตาลี - สถานที่ต้องเที่ยว
 
แลนด์มาร์กในกรุงโรม : โคลอสเซียม - น้ำพุเทรวี่

ฟลอเรนซ์-นครแห่งศิลปะ

 

หอเอนแห่งเมืองปิซ่า

 
 
นครรัฐวาติกัน

 
นครเวนิส