บ้านปู จำกัด (มหาชน)

Last updated: 11 พ.ย. 2564  |  735 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บ้านปู จำกัด (มหาชน)

บ้านปู กำไร 106 ล้านเหรียญฯ

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3/64 มีกำไรสุทธิ 106 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 516 ล้านบาท เป็นผลจากการปรับตัวที่สูงขึ้นของราคาตลาดถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ส่งผลดีในภาพรวมต่อกลุ่มบริษัท รวมถึงการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินสกุลบาทต่อเงินสกุลเหรียญสหรัฐ การฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกได้เริ่มส่งสัญญานที่ดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ ทำให้มีความต้องการในการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อุปทานของเชื้อเพลิงยังคงค่อนข้างตึงตัว ส่งผลให้ราคาตลาดของสินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังดำเนินมาตรการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนของราคาตลาดของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานในอนาคต โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 530 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 72% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีรายได้จากการขายรวม 1,161 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 691 ล้านเหรียญสหรัฐ จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น รายได้จากธุรกิจถ่านหิน 870 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 75% ของรายได้รวม รายได้จากธุรกิจก๊าซในสหรัฐฯ 231 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของรายได้รวม รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าและไอน้ำ 39 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 3% ของรายได้รวม และรายได้อื่นๆ 21 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในประเทศญี่ปุ่น

โดยธุรกิจแหล่งพลังงาน ประกอบด้วย ธุรกิจเหมืองถ่านหินในประเทศจีน อินโดนีเซีย และ ออสเตรเลีย มีผลประกอบการดีขึ้นจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวดีขึ้น โดยธุรกิจเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซีย มีปริมาณขาย 5.8 ล้านตัน เหมืองถ่านหินในออสเตรเลีย มีปริมาณขาย 2.5 ล้านตัน เหมืองถ่านหินในจีน รายงานส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้น 49.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ มีการผลิตรวม 61.96 พันล้านลูกบาศก์ฟุต เพิ่มขึ้น 3% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีราคาขายเฉลี่ย 3.68 เหรียญสหรัฐต่อพันลูกบาศก์ฟุต เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากความต้องการใช้ก๊าซฯ ที่สูงขึ้นจากการเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาคการผลิตไม่สามารถปรับเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันจากการลงทุนและพัฒนาหลุมเจาะก๊าซฯ ที่ชะลอตัวลง

ธุรกิจผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้า HPC รายงานส่วนแบ่งกำไร 21.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 38% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากการปิดซ่อมบำรุงตามแผนของหน่วยผลิตที่ 1 และ 3 โรงไฟฟ้า Nakoso IGCC ในประเทศญี่ปุ่น รายงานส่วนแบ่งกำาไร 3.1 ล้านเหรียญสหรัฐ โรงไฟฟ้า BLCP รายงานส่วนแบ่งขาดทุน 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ โรงไฟฟ้าเจิ้นติ้ง รายงานผลขาดทุน 1.0 ล้านเหรียญสหรัฐ โรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) รายงานส่วนแบ่งขาดทุน 7.1 ล้านเหรียญสหรัฐ

ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น รายงานผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประเทศจีน รายงานราย 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น รายงานเงินปันผล TK dividend รวม 470 ล้านเยน โดยมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ใน ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลม Vin Chau ประเทศเวียดนาม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นอีก 2 แห่ง คือ โครงการ Shirakawa และ Kessennuma กำลังการผลิตรวม 30 เมกะวัตต์

ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ยังเดินหน้าขยายและพัฒนาการบริการในส่วนของธุรกิจยานยนต์ไฟ้ฟ้า (E-mobility platform) และธุรกิจการจัดการการใช้พลังงาน (Energy Management Solutions) โดยได้ลงทุนใน บริษัท เอ็นจีเซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา ติดตั้ง การดูแลรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพระบบและอุปกรณ์ด้านการใช้พลังงานในประเทศไทย

ส่วน 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 6,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1,318 ล้านบาท

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้