บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

Last updated: 11 ส.ค. 2565  |  1119 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

กลุ่มบางจาก ไตรมาส 2 กำไร 5.2 พันล้านบาท

ผลการดำเนินงานกลุ่มบริษัทบางจากฯ ครึ่งปีแรกของปี 2565 มีรายได้รวม 152,852 ล้านบาท ตามความต้องการใช้น้ำมันที่ฟื้นตัวท่ามกลางอุปทานที่ตึงตัวจากสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 9,633 ล้านบาท เร่งเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมเตรียมรับมือภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของปี 2565 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 83,796 ล้านบาท มี EBITDA 12,572 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 5,276 ล้านบาท โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันได้รับปัจจัยบวกจาก Operating GRM ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวช่วยบรรเทาผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาขายก๊าซฯ ไปจำหน่ายในประเทศอังกฤษปรับลดลงอย่างมาก รวมทั้งการอ่อนค่าของสกุลเงินโครนนอร์เวย์ (NOK) เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 152,852 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 26,286 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 192% โดยผลดำเนินงานที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนวิธีบันทึกเงินลงทุนใน OKEA เป็นบริษัทย่อยตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2564 เป็นต้นมา และส่วนที่เหลือปรับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางฟื้นตัวขึ้น ขณะที่อุปทานน้ำมันยังมีความตึงตัวจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ และกลุ่มโอเปกพลัสไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในครึ่งแรกของปี 2565 อยู่ที่ 102.17 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกของปี 2564 จำนวน 38.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA 11,527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และโรงกลั่นบางจากมีอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ย 122,300 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 102% ของกำลังการผลิตรวมของโรงกลั่น

ธุรกิจการค้าน้ำมัน โดย BCPT ปรับตัวดีขึ้นจากกำไรต่อหน่วยของการซื้อขายผลิตภัณฑ์กลุ่มแก๊สโซลีน / แนฟทาปรับสูงขึ้น พร้อมรับรู้กำไรจากการเข้าทำสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า

กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 2,585 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า มี EBITDA 4,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้น มาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในประเทศญี่ปุ่น 3 โครงการ ได้แก่ ยาบุกิ กำลังการผลิตตามสัญญา 20 เมกะวัตต์ โคมากาเนะ กำลังการผลิตตามสัญญา 25 เมกะวัตต์ และชิบะ 1 กำลังการผลิตตามสัญญา 20 เมกะวัตต์ อีกทั้งรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท Star Energy Group Holdings Pte. Ltd. 2,031 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มี EBITDA รวม 437 ล้านบาท ลดลง 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายปรับเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาขายไบโอดีเซล (B100) ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันปาล์มดิบ ในขณะที่กำไรขั้นต้นปรับลดลง มาจากธุรกิจไบโอดีเซลและธุรกิจเอทานอลมีปริมาณการจำหน่ายที่ปรับลดลง อีกทั้งราคาต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปรับเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาธุรกิจใหม่ มี EBITDA รวม 7,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1,000% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้รับปัจจัยบวกจากราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับเพิ่มขึ้น 192% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ OKEA ในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา มี EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น 288% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันดิบและก๊าซฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดโลก อีกทั้งปริมาณจำหน่ายปรับเพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2565 คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลง เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันได้รับแรงกดดันความกังวลเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะถดถอย จากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างเร็ว และธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยคาดว่าราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ ประกอบกับกลุ่มโอเปกพลัสไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้