Last updated: 28 ส.ค. 2566 | 12528 จำนวนผู้เข้าชม |
เอ็กโก กรุ๊ป มั่นใจปีนี้จะมีกำลังการผลิตเพิ่ม 1,000 MW
บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป รุกขยายการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง มุ่งแสวงหาโอกาส การลงทุนในโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน พร้อมวางรากฐานในธุรกิจซัพพลายเชนไฮโดรเจน เพื่อสร้างการเติบโตในระยะกลาง ถึงระยะยาว ประกาศปรับเป้าหมายการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ใหม่ ในปี 2050
นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า มั่นใจว่าในปีนี้บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามาเพิ่มเติมอีกประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ จากช่วงครึ่งปีแรกปีนี้มีกำลังการผลิตใหม่แล้ว 101 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาโครงการโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา 2 โครงการ กำลังการผลิตรวมประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ และในประเทศอาเซียนอีก 1 โครงการ รวมทั้งจะมีการลงทุนพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น อาทิ ไฮโดรเจน และกรีน เทคโนโลยี เป็นต้น ส่วนเงินลงทุนในปีนี้ตั้งไว้ประมาณ 30,000 ล้านบาท น่าจะมีการใช้เกินกว่าที่ตั้งไว้
สำหรับโครงการลงทุนที่อยู่ในแผนการดำเนินการมีความคืบหน้าไปได้ด้วยดี โดยการลงทุนผ่าน Apex Clean Energy ที่เอ็กโก กรุ๊ป ถือหุ้น 17.48% มีโครงการที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 294 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 5 โครงการ กำลังผลิตรวม 657 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยแล้วเสร็จระหว่างปี 2566-2569 แบ่งเป็น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 2 โครงการ ในรัฐเท็กซัส โครงการพลังงานลม 1 โครงการ ในรัฐเมน และโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 2 โครงการ ในรัฐเท็กซัส ในขณะเดียวกัน ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกจำนวนมากถึง 242 โครงการ กำลังผลิตรวม 53,767 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน Apex เมื่อพัฒนาโครงการสำเร็จเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้แล้ว อาจจะมีการขายบางโครงการที่มีราคาดีออกไป เพื่อนำเงินที่ได้มาขยายการลงทุนต่อเนื่อง ส่วนโครงการที่ขายไฟฟ้าได้ดีก็จะเก็บไปขายไฟฟ้าต่อไป เนื่องจากตลาดไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง
ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล หยุนหลิน ที่ไต้หวัน กำลังการผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ที่เอ็กโก กรุ๊ป ถือหุ้น 25% ยังเป็นไปตามแผน โดยจะต้องติดตั้งกังหันลมทั้งหมด 80 ต้น ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2566 สามารถติดตั้งเสากังหัน (Monopiles) แล้วเสร็จจำนวน 39 ต้น และติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าจากใบพัดกังหัน (Wind Turbine Generators) ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว จำนวน 22 ต้น กำลังการผลิต 176 เมกะวัตต์ ซึ่งตามแผนจะติดตั้งแล้วเสร็จและเดินเครื่องได้ทั้งหมด ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 ถึงไตรมาส 4 ปี 2567 และโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (TPN) ที่คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 เป็นต้นไป
นายเทพรัตน์ กล่าวว่า เอ็กโก กรุ๊ป แสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง โดยการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์ระยะสั้น “4S” ที่เน้นการสร้างรายได้อย่างรวดเร็วและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเลือกลงทุนในโครงการที่มีคุณภาพสูง ในรูปแบบ M&A ทั้งโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก และพลังงานหมุนเวียน เพื่อรับรู้รายได้ทันที โดยมีความได้เปรียบจากการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งใน 8 ประเทศ ที่มีฐานทางธุรกิจอยู่แล้ว
สำหรับระยะกลางถึงระยะยาว ได้วางแผนการลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต อาทิ ซัพพลายเชนไฮโดรเจน โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรหลายแห่งเพื่อศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และความเป็นไปได้ในการลงทุน อาทิ การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากก๊าซไฮโดรเจนสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยคาร์บอน การพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับซัพพลายเชนไฮโดรเจน ตลอดจนการผลิตกรีนไฮโดรเจนจากโรงไฟฟ้า โบโค ร็อค วินด์ฟาร์ม ของเอ็กโก กรุ๊ป ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย
ด้านการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เอ็กโก กรุ๊ป ได้ปรับเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายและเข้มข้นกว่าเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นไปในทิศทางเดียวกับบริษัทชั้นนำของโลก โดยขยับเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 10 ปี เป็น 2583 และเพิ่มเป้าหมายใหม่ คือ การบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีด้านการผลิตไฟฟ้าและพลังงานใหม่ ๆ ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว
การลงทุนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เอ็กโก กรุ๊ป มุ่งสู่การบรรลุ Net Zero 2050 ได้ตามแผน คือ การลงทุนใน Apex ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยโมเดลการดำเนินงานในรูปแบบไฮบริด คือ การพัฒนาโครงการเพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เอง และจำหน่ายโครงการออกไป
ปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,317 เมกะวัตต์ โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,363 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วน 22% ของกำลังผลิตทั้งหมด จากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โครงการต่าง ๆ ตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ โครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อ TPN โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เอ็กโกระยอง การได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย บริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน (เพียร์ พาวเวอร์) และบริษัทด้านการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม (อินโนพาวเวอร์)
สำหรับผลประกอบการในปีนี้ คาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากการรู้รายได้แบบเต็มปีของโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1 ใน สปป.ลาว ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เนื่องจากมีปริมาณน้ำเต็มอ่างเก็บน้ำแล้ว สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามแผนที่วางไว้ ส่วนโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 มีปริมาณน้ำน้อยตามธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในการประมาณการไว้แล้ว และโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ปริมาณน้ำน้อย ผลประกอบการอาจจะลดลงเล็กน้อย แต่ยังมีการรับรู้รายได้แบบเต็มปีจากโรงไฟฟ้าไรเซ็ก ในสหรัฐอเมริกา และโครงการโรงไฟฟ้าหยุนหลิน ในไต้หวัน ที่จะส่งให้ผลประกอบการในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569