Last updated: 27 ม.ค. 2569 | 69 จำนวนผู้เข้าชม |
SCGP ผลงานปี 68 แกร่ง ประกาศจ่ายปันผล 0.60 บาทต่อหุ้น
ชูกลยุทธ์ขยายบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงผู้บริโภค ผสาน Robot-Cobot-ระบบอัตโนมัติ เสริมศักยภาพการผลิต
SCGP เผยผลการดำเนินงานปี 2568 แข็งแกร่ง ทำรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท EBITDA 17,210 ล้านบาท และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท จากการบริโภคภายในประเทศและส่งออกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุน พร้อมจ่ายเงินปันผล 0.60 บาทต่อหุ้น ปี 2569 วางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท และเป้าหมาย EBITDA 18,300 ล้านบาท เดินหน้ากลยุทธ์ขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค บูรณาการการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Collaborative Robot: Cobot) และระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2568 ความต้องการในภูมิภาคอาเซียนอยู่ในช่วงการเติบโต จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ราคาของบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดันจากตลาด สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เวียดนามและอินโดนีเซียมีความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่เติบโตโดดเด่น การเตรียมผลิตสินค้าล่วงหน้าก่อนเทศกาล รวมถึงความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนเริ่มฟื้นตัว ส่วนความต้องการในไทยชะลอตัวจากเหตุอุทกภัย และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
SCGP ดำเนินกลยุทธ์การบริหารงานอย่างมีวินัย บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวอย่างรวดเร็วให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าขยายธุรกิจกลุ่มสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจหลักตามแผนกลยุทธ์ โดยปี 2568 สามารถปิดดีลเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ในบริษัท PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก ร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 100 ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) และร่วมทุนร้อยละ 25 กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และการลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาขายบรรจุภัณฑ์ปรับลดลง ส่งผลให้ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ EBITDA 17,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีกำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK สะท้อนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1 ปี 2569 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียน ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็นร้อยละ 90 จากร้อยละ 87-91 ในปี 2568 ทั้งนี้ ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
SCGP วางงบลงทุนปี 2569 รวม 10,000 ล้านบาท สำหรับ M&P การขยายธุรกิจและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และมีเป้าหมาย EBITDA 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่มกราคม ปี 2569
SCGP ยังคงขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านความร่วมมือกับลูกค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าส่งออกจำนวน 15 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อการรีไซเคิล การร่วมพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) พร้อมพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการทดสอบและรับรองกระดาษบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานฉลากเขียวประเทศไทยของ Thailand Environment Institute (TEI) และการประยุกต์ใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับการยอมรับผ่านการจัดอันดับหุ้นยั่งยืนระดับ AAA จาก SET ESG Rating ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมถึงรางวัล Best Sustainability Awards และรางวัล SET Awards of Honor: Best Innovative Company Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
27 ม.ค. 2569
27 ม.ค. 2569
27 ม.ค. 2569
27 ม.ค. 2569