กระทรวงพลังงาน

Last updated: 16 เม.ย 2569  |  189 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กระทรวงพลังงาน

องค์กรภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอ 8 ข้อ ลดราคาพลังงาน

สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก มีข้อเสนอเร่งด่วนต่อรัฐบาล เพราะเห็นว่าราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงแล้ว รัฐบาลจะต้องลดราคาน้ำมันดีเซลไม่ใช่แค่ 2 บาทต่อลิตร เพราะมีกำไรจากค่าการกลั่นมากเกินควร 14.40 บาทต่อลิตร และมีการฉวยโอกาสขึ้นค่าการตลาดเฉลี่ย 2 วัน มีกำไรเกินควรอีก 5.90 บาทต่อลิตร

โดยมีข้อมูลใน 3 ประเด็น คือ 1.ค่าการกลั่นน้ำมันช่วงวันที่ 1-10 เม.ย. 69 เฉลี่ย 16.50 บาทต่อลิตร จากปกติ 2 บาทต่อลิตร จึงเป็นการเอากำไรเกินควร 14.40 บาทต่อลิตร หรือเฉลี่ย 1,000 ล้านบาทต่อวัน เพราะมีการใช้ราคาอิงสิงคโปร และใช้ราคานำเข้าจากสิงคโปร์ที่ไม่มีอยู่จริง
2.ค่าการตลาด มีการบวกกำไรเพิ่มเติมเกินจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 63 ที่ให้ควบคุมค่าการตลาดน้ำมันดีเซล ไม่เกิน 1.50 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดลงในวันที่ 9 เม.ย. 69 มีการคิดค่าการตลาดที่ 10.589 บาทต่อลิตร ทำให้มีกำไรเกินสมควรในวันเดียว (9 เม.ย. 69) มากถึง 636 ล้านบาท ขณะที่วันที่ 10 เม.ย. 69 ค่าการตลาดอยู่ที่ 4.29 บาทต่อลิตร กำไรเกินควร 195 ล้านบาท
3.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้จ่ายค่าชดเชยไปแล้วเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 69 เป็นเงิน 57,700 ล้านบาท โดยเป็นการชดเชยค่าน้ำมัน 1,245 ล้านบาท ซึ่งประชาชนต้องจ่ายชดเชยอย่างไม่เป็นธรรมผ่านกองทุนฯ จึงไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินให้แก่กองทุนฯ อีก 1.5 แสนล้านบาท เพื่อนำไปรักษากำไรเกินควร
ยังพบว่าในการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการแถลงนโยบายรัฐบาล มีน้ำมันดีเซลหายไปจากระบบ 600-700 ล้านลิตร ช่วงปลายเดือน มี.ค. 69 ส่อพิรุธทุจริต น้ำมันลม เบิกเงินชดเชยกองทุนฯ โดยไม่มีน้ำมันจริง ทำให้รัฐได้รับความเสียหายหลักหมื่นล้านบาท จากการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จและฉ้อโกงเงินจากกองทุนฯ ส่งผลให้กองทุนฯ ต้องติดลบ กระทบต่อสภาพคล่อง กระทรวงพลังงานจะต้องตรวจสอบให้ได้ความจริง แล้วเรียกเงินที่ชดเชยให้แก่ผู้ค่าน้ำมันคืนกลับสู่กองทุนฯ และต้องดำเนินคดีแก่ผู้ฉ้อโกงเงินกองทุนน้ำมันฯ

ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานของประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนี้และในอนาคต จะต้องมีการตรวจสอบและควบคุมการขึ้นลงของราคาน้ำมันและก๊าซฯ เพื่อสร้างสมดุลราคาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้แสวงหากำไรเกินควร

องค์กรภาคประชาชนมีข้อเสนอต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 8 ข้อ ดังนี้
1.โครงสร้างราคาน้ำมันอิงราคาสิงคโปรบวกค่าใช้จ่ายที่สมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์เป็นเกณฑ์กำหนดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งไม่เป็นความจริง เสนอให้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง อาทิ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันระหว่างสิงคโปร์และโรงกลั่นไทย รวมทั้งค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ที่เรียกว่าค่าพรีเมี่ยม เพื่อป้องกันลาภลอยจากสถานการณ์ด้านราคาของสิงคโปร์ โดยกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 2.50 บาทต่อลิตร และค่าการตลาดน้ำมันดีเซลไม่เกิน 1.50 บาทต่อลิตร และน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล 95 และ91 ไม่เกิน 1.85 บาทต่อลิตร
2.ห้ามใช้เอทานอลและไบโอดีเซล ผสมน้ำมันเบนซินและดีเซล ยกเว้นมีราคาต่ำกว่า 10% ขึ้นไปของราคาน้ำมันพื้นฐาน (เพราะน้ำมันชีวภาพขับได้ระยะทางน้อยกว่าน้ำมันพื้นฐาน 10%) เพื่อไม่เป็นการก่อภาระต่อการชดเชยของกองทุนฯ ในยามวิกฤตน้ำมันแพง และให้ลดการผสมไบโอดีเซลเหลือ บี 5 เพื่อไม่เป็นภาระการชดเชยของกองทุนฯ ที่มีค่าติดลบ 5 หมื่นล้านบาทแล้ว และตาม พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 การใช้เงินกองทุนฯ ชดเชยน้ำมันชีวภาพจะครบระยะเวลา 7 ปี ในวันที่ 24 ก.ย.69 นี้แล้ว ก็ไม่ควรแก้ไขกฎหมายต่ออายุการใช้กองทุนฯ มาชดเชยน้ำมันชีวภาพอีก
3.ยกเลิกการใช้ภาคครัวเรือนใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในราคาที่สมมติว่านำเข้าจากซาอุดีอาระเบียบวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า แต่ให้ใช้ราคา LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซฯ ในประเทศก่อน ด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ปัจจุบันโรงแยกก๊าซฯ ซึ่งใช้ก๊าซฯ จากอ่าวไทยผลิต LPG ได้ 3.7 ล้านตันต่อปี ครัวเรือนใช้อยู่ 2.1 ล้านตัน และกำหนดให้ก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือเป็นสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค่าและบริการ พ.ศ. 2542 ส่วน LPG ที่เหลือใช้จากภาคครัวเรือน ให้นำไปคำนวณราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักจากโรงกลั่นน้ำมัน และส่วนที่นำเข้า ขายให้แก่ ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี โดยตัดขาดจากกองทุนฯ ซึ่งจะทำให้กองทุนฯ ไม่ต้องนำเงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันมาชดเชยให้กับผู้ใช้ LPG
4.ค่าการกลั่นอ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่ปัจจุบันสูงมากผิดปกติ เดือนมี.ค.เฉลี่ย 7.23 บาทต่อลิตร และ 1-10 เม.ย ค่าการกลั่นเฉลี่ย 16.50 บาทต่อลิตร ก่อให้เกิดผลประโยชน์เป็นลาภลอยแก่โรงกลั่น จึงควรกำหนดค่าการกลั่นที่เป็นจริงและเป็นธรรมแก่ประชาชนไม่เกิน 2.50 บาทต่อลิตร ส่วนเกินจากนั้นควรนำมาลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น และเรียกคืนเงินชดเชยที่กองทุนฯ ได้ชดเชยส่วนที่เป็นลาภลอยที่เกินคืนกองทุนฯ โดยใช้ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
5.ตรวจสอบเอกสารของผู้ค้าน้ำมันตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ตรวจสอบย้อนหลังเพื่อไม่ได้ดำเนินการตรวจสต๊อกเก่าก่อนที่มีการขึ้นราคาน้ำมัน ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นลาภลอยจากการกักตุนน้ำมันเก่าที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7, 10 และ 11 ได้กักตุนน้ำมันสต๊อกเก่าที่ได้รับชดเชยจากกองทุนฯ ไปแล้ว นำมาขายในราคใหม่ จึงขอให้เรียกคืนเงินส่วนเกินเข้ากองทุนฯ
6.ออก พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนฯ มีอำนาจในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่มีลาภลอยจากค่าการกลั่นสูงเกิน 2.50 บาทต่อลิตร เข้ากองทุนฯ
7.รัฐบาลไม่มีความจำเป็นและต้องหยุดการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้แก่กองทุนฯ เพราะหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้วในข้อ 1-6 ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน เพราะการกู้เงินของรัฐบลต้องตกเป็นภาระหนี้ของผู้ใช้น้ำมันต้องชำระคืนเงินกู้
8.ส่งเสริมการพึ่งตัวเองของประชาชน ด้วยการให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้สะดวก โดยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่อยราคาค่าไฟได้ (net metering) และมีนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาประชาชนด้วยระบบ net billing พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการตามมติของ กพช.

ขณะที่ นายเอกณัฎ พร้อมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มารับข้อเสนอด้วยตัวเอง และมีการพูดคุยกับแกนนำ โดยกล่าวว่า หลายข้อที่องค์กรภาคประชาชนเสนอมาอยู่ในใจตนเอง และอยู่ในนโยบายที่เตรียมจะเสนอรัฐบาลให้พิจารณา โดยจะเชิญตัวแทนที่เป็นแกนนำมาทำงานร่วมกัน เพื่อติดตามการทำงานว่าได้ทำตามข้อเสนอ ซึ่งแทบจะทุกข้อสามารถทำได้เลย

โดยเรื่องของกลไกการทำงานของกองทุนฯ ไม่เห็นด้วยกับอำนาจกองทุนฯ ที่มีมากมายขนาดนี้ จะต้องปรับปรุงแก้ไขการทำงานของกองทุนฯ ตั้งแต่ได้เริ่มงานก็มีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ใช้กลไกการทำงานของกองทุนฯ มีการใช้อำนาจคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ลดค่าการกลั่นไปแล้ว 2 บาท และจะพิจารณาเดือนเม.ย. ที่พุ่งขึ้นไป 17-18 บาท เพื่อที่จะลดลงมาอีก ให้โรงกลั่นมาช่วยแบกภาระ เพราะการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ทั้ง 100% ทำไม่ได้ ประชาชนเดือดร้อนอยู่ เมื่อโรงกลั่นมีกำไรมากเกินไปก็ต้องนำมาลดราคาให้ประชาชน ซึ่งวันนี้ได้บริหารจนกองทุนฯ มีสถานะกลับมาเกือบเป็นบวกแล้ว จากเดิมติดลบวันละ 2 พันกว่าล้าน ขณะที่ค่าการตลาดที่เคยสูงผิดปกติ ตอนนี้ปกติแล้วไม่เกิน 2 บาท อย่างไรก็ตาม หากสถานะกองทุนฯ เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ต้องออก พระราชกำหนดมาค้ำประกันการกู้เงินให้กองทุนฯ เพราะในที่สุดแล้วหนี้ต้องมีการชำระคืน จะไม่เพิ่มภาระหนี้ให้มากกว่านี้

ถ้าทำข้อ 1-6 ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท จะได้ไม่ส่งผลทางฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางการคลังของประเทศ การกู้จะเป็นไพ่ใบสุดท้าย ตอนนี้เรารักษาสถานะเกือบจะกลับมาเป็นศูนย์แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกู้

ส่วนประเด็นที่ว่าหากราคาน้ำมันลดลง ขอให้อย่าเพิ่งเก็บเงินเข้ากองทุนฯ แต่เอาเงินไปลดราคาน้ำมันแทน ยืนยันว่าต้องหยุดการโยกตัวเลขจากค่าการกลั่น ไปค่าการตลาด และกองทุนฯ จะไม่ให้เอากองทุนฯ มาให้นายทุนแน่นอน ถ้าราคาตลาดโลกยังนิ่งหรือลงมาอีก ก็จะลดราคาหน้าปั๊มทันที ตอนนี้ดูตัวเลขย้อนหลังเพราะไม่เห็นด้วยเลยที่คลังน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมัน รับซื้อน้ำมันราคาเก่ามาขายราคาใหม่ที่แพง ใครที่มีพฤติกรรมแบบนี้จะเอาผิดด้วย เรามีรัฐมนตรีอยู่ฝั่งนี้แล้ว ไม่ได้มีอคติอะไรกับผู้ประกอบการไหน ความถูกต้อง วันนี้คนเดือดร้อนก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ยืนยันว่าจะทำราคาน้ำมันที่ให้กับประชาชนเป็นธรรม ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนรายไหน

สำหรับเรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา และให้รับซื้อเข้าระบบได้ กำลังจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้มีการเปิดรับซื้อไฟจากเดิมจำกัดการรับซื้อแค่ 90 เมกะวัตต์ ก็จะเพิ่มเป็น 500-1,000 เมกะวัตต์ แต่ต้องมีการกระจายออกไปในหลายพื้นที่ และปรับลดเงื่อนไขการรับซื้อจากไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ เหลือรายละไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเก่าที่มี Adder และ Fit ถ้ายกเลิกได้จะยกเลิก ตอนนี้ได้เข้าไปดูข้อมูลแล้ว

ส่วนข้อเสนอเพิ่มเติมให้ยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ในภาวะแบบนี้ เพื่อส่งเสริมระบบกักเก็บกลังงาน ให้พลังงานหมุนเวียนมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็ให้เสนอมาเพิ่มเติมได้ จะพิจารณาให้

ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการ Energy Time Online

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้