กระทรวงพลังงาน

Last updated: 8 ก.ค. 2569  |  304 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กระทรวงพลังงาน

รัฐลุยยกเลิกสัญญาโรงไฟฟ้า SPP/VSPP

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการฯ ที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากภาคเอกชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐบาล

คณะกรรมการฯ เห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขนาดเล็ก (SPP) และขนาดเล็กมาก (VSPP) ระหว่างภาครัฐกับเอกชนในอดีต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เป็นสัญญาที่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติเมื่อสิ้นสุดสัญญาแต่ละระยะ ซึ่ราคารับซื้อเดิมยังอ้างอิงจากราคาขายส่งบวกด้วยค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ซึ่งสูงเกินกว่า 3 บาทต่อหน่วย ทั้งที่โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิง เพราะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลม

คณะกรรมการจึงจะพิจารณาปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ถูกลง อ้างอิงจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะใช้กับโซลาร์ฟาร์มก่อน เพราะมีราคาอ้างอิงชัดเจน ส่วนพลังงานลมจะกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง

โดยการดำเนินการกับสัญญาในลักษณะนี้ จะดำเนินการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว ปัจจุบันมีอยู่ 515 สัญญา กำลังการผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ กลุ่มนี้ได้รับการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี ซึ่งจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกต่อไป โดยจะให้ต่อได้อีก 1 รอบตามระยะเวลาในสัญญาเดิม อาทิ 3 หรือ 5 ปี และรับซื้อในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย หากครบกำหนดแล้วจะถือว่าสิ้นสุดสัญญาทันที
2.กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุนส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) มาครบ 10 ปี แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี มี 46 สัญญา กำลังการผลิตรวม 1,478 เมกะวัตต์ กลุ่มนี้ถือว่าคุ้มทุนค่าก่อสร้างแล้วในช่วงที่ได้รับค่า Adder ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วย
ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Non-COD) ที่มีอยู่ 4 สัญญา กำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ กลุ่มนี้หากเลยกำหนด COD มาแล้ว 2 ปี แล้วยังไม่มีความคืบหน้า จะพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี

สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการฯ จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดเป็นนโยบาย ก่อนจะแก้ไขและยกเลิกมติ กพช. ที่เคยอนุมัติสัญญาแบบต่ออายุอัตโนมัติ จากนั้นจะให้ 3 การไฟฟ้าดำเนินการแก้ไขสัญญากับเอกชนต่อไป

ส่วนค่าไฟในภาพรวมจะลดลงได้เท่าไร ยังไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่การปรับค่า Ft ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจะมีประโยชน์ต่อค่าไฟโดยรวมของประชาชน ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังคำนวณตัวเลขว่าผลจากการปรับปรุงสัญญาจะลดค่าไฟลงได้เท่าใด ซึ่งการลดลงของค่าไฟฐานอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในงวดนี้ทันที เนื่องจากต้องรอให้มีการทยอยแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้าและเอกชนให้ครบถ้วนก่อน

ในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) สัญญามีความซับซ้อนและทำขึ้นคนละช่วงเวลา คณะกรรมการฯ มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาปรับปรุงค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งจะดำเนินการในลำดับถัดไป ตอนนี้จะแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สัญญาไม่เป็นธรรมก่อน

ทางด้าน นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขสัญญา SPP และ VSPP สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่เป็น Non-Firm ที่ 5 ปี และต่อเนื่อง จากพลังงานฟอสซิล เริ่มปี 2537 มี 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 805.500 เมกะวัตต์ ปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญา 278 เมกะวัตต์ ในขณะที่ PPA 5 ปี และต่อเนื่อง ของพลังงานหมุนเวียนเริ่มปี 2540 เป็น PPA ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กำลังการผลิตติดตั้งรวม 6,464.045 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 6,011.005 เมกะวัตต์

โดย Adder ของโซลาร์ และลม มีระยะเวลา 10 ปี ส่วนชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ 7 ปี ที่เป็น PPA ของ กฟผ. กำลังการผลิตรวม 2,535 เมกะวัตต์ คงเหลือ 1,470 เมกะวัตต์ (หมดสัญญา Adder ปี 2572) ส่วน Adder ที่เป็น PPA ของ กฟภ. กำลังการผลิตรวม 1,573 เมกะวัตต์ คงเหลือ 1,512 เมกะวัตต์ (หมดสัญญา Adder แล้ว 2,596 เมกะวัตต์)

อย่างไรก็ตาม Adder ที่เหลือจริงมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,594.850 เมกะวัตต์ ปริมาณขายตามสัญญารวม 1,469.622 เมกะวัตต์ ซึ่ง COD แล้ว 28 โครงการ แบ่งเป็น แสงอาทิตย์ไม่มี Adder แล้ว พลังงานลมเหลือ Adder กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,262.850 เมกะวัตต์ ปริมาณขายไฟฟ้ารวม 1,239.000 เมกะวัตต์ จำนวน 20 โครงการ ชีวมวลกำลังการผลิตติดตั้งรวม 232 เมกะวัตต์ ปริมาณขายไฟฟ้ารวม 140.622 เมกะวัตต์ จำนวน 7 โครงการ และขยะ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 100 เมกะวัตต์ ปริมาณขายไฟฟ้า 90 เมกะวัตต์ จำนวน 1 โครงการ

ส่วน VSPP ของ กฟภ. Adder ที่เหลือ 41.994 เมกะวัตต์ เป็นแสงอาทิตย์ 3.994 เมกะวัตต์ ลม 24.965 เมกะวัตต์ ชีวภาพ 4 เมกะวัตต์ และขยะ 9 เมกะวัตต์ รวม 9 โครงการ

ขณะที่ PPA 5 ปี และต่อเนื่องของ กฟผ. และ กฟภ. ที่ไม่เกี่ยวกับ Adder รวม 4,108 เมกะวัตต์ ราคารับซื้อไฟฟ้า คือ ค่าไฟขายส่งเฉลี่ย + Ft ขายส่งเฉลี่ย

ซึ่งทางกลุ่มฯ เคยเสนอข้อมูลให้รัฐบาลนำไปพิจารณาแล้ว โดยโรงไฟฟ้า Adder หมดไปแล้ว PPA 5 ปี และต่อเนื่อง ปริมาณ 2,596 เมกะวัตต์ (ณ มิ.ย.2569) ข้อเสนอ
1.เสนอให้ภาครัฐพิจารณารับซื้อไฟฟ้าตามสัญญาเดิม แต่ให้เพิ่มปริมาณขายไฟได้ในราคาต่ำกว่าเดิม เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟเฉลี่ย
2.เปิด Third Party Access (TPA) ปริมาณ 2,596 เมกะวัตต์ เป็น Direct PPA สำหรับอุตสาหกรรมเดิม ต่อจาก Data Center อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ส่งออกสามารถเข้าถึงไฟสีเขียวได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการยกเลิกสัญญา 5 ปีและต่อเนื่อง จะต้องมีมติที่ชัดเจนจากภาครัฐก่อนว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจะต้องมีการเจรจากันระหว่างคู่สัญญา ซึ่งคือ กฟผ. และ กฟภ. กับภาคเอกชน เพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่หากรัฐจะทำการยกเลิกสัญญาเลย อาจจะมีปัญหา เนื่องจากภาคเอกชนไม่ได้เป็นผู้ทำผิดสัญญา ซึ่งอาจมีปัญหาการฟ้องร้องตามมา และผู้ที่ถูกฟ้องคือคู่สัญญากับเอกชน

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า มติการยกเลิกสัญญาดังกล่าว ทางภาครัฐจำเป็นต้องหารือร่วมกับผู้ผลิตไฟฟ้าด้วย เพื่อหาแนวทางออกร่วมกัน เพราะการยกเลิกสัญญาต้องพิจารณาหลายด้านภายใต้เงื่อนไขสัญญา ซึ่งในอดีตการลงทุนของภาคเอกชนเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในยุคแรก ๆ จึงต้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการด้วย เพราะลงทุนตามแผนของรัฐบาลในยุคสมัยนั้นที่พร้อมร่วมพัฒนาโครงการไปด้วยกัน และมองว่าการยกเลิกสัญญาจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและต่างชาติ รวมทั้งสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมเงินด้วย

อย่างไรก็ตามมติดังกล่าว ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจาก กพช. ซึ่งทางผู้ประกอบการมีความพร้อมเข้าร่วมหารือแนวทางออกร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ของประเทศและดูแลผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งหาทางออกที่เหมาะสม เพราะในอนาคตประเทศไทยจะต้องมีดารพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หากกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เหมือนก่อนหน้านี้ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม ที่สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนไปแล้ว

ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการ Energy Time Online

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้