สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

Last updated: 23 ก.ค. 2569  |  99 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

กกพ. เคาะค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย. - ธ.ค. ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย
ใช้เงิน Claw back รักษาค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาท/หน่วย

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 29/2569 (ครั้งที่ 1,019) วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตรา

ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟทีเรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนประมาณการต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 จำนวน 41.27 สตางค์ต่อหน่วย ภายหลังการปรับประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวน 16,127.17 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.04 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ทำให้ค่าเอฟทีเรียกเก็บลดลงเหลือ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า การกำหนดค่าเอฟที ในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่กำหนดให้ กกพ. สามารถนำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (เงิน Claw back) มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป

“กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงกับการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยการนำเงิน Claw back มาใช้ในครั้งนี้ ช่วยลดแรงกระแทกจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้สามารถรักษาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยได้ต่อเนื่องอีกหนึ่งงวด ขณะเดียวกันยังต้องคำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในระยะยาว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 13 – 20 กรกฎาคม 2569 มีผู้สนใจเข้าชมรายละเอียดจำนวน 445 ครั้ง จากผู้เข้าชม 168 ราย และมีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวน 7 ความเห็น โดยข้อคิดเห็นส่วนหนึ่งสะท้อนความกังวลต่อภาระค่าครองชีพและเสนอให้รักษาอัตราค่าไฟฟ้าในระดับเดิม ซึ่ง กกพ. ได้นำความคิดเห็นทั้งหมดมาประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้าง และผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า

ทั้งนี้ กกพ. จะติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อัตราแลกเปลี่ยน และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในงวดต่อไปสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน ควบคู่กับการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและรักษาความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ โดยสำนักงาน กกพ. จะมีหนังสือแจ้งมติดังกล่าวไปยังการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อดำเนินการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าตามมติ กกพ. สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569

นอกจากนี้ จากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการในมาตรการด้านไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง สำนักงาน กกพ. อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอ กกพ. พิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการ Energy Time Online

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้