Last updated: 27 ก.ค. 2569 | 142 จำนวนผู้เข้าชม |
“คุรุจิต” เร่งรัฐปลดล็อกส่งออกน้ำมัน
“คุรุจิต” กระทุ้งรัฐอนุญาตโรงกลั่นส่งออกน้ำมันส่วนเกิน ชี้บางตัวไม่ได้ใช้ ทำคลังน้ำมันเต็ม ส่งผลกระทบอาจจะนำเข้าเพิ่มไม่ได้ โรงกลั่นต้องลดกำลังการกลั่นน้ำมัน เสี่ยงกระทบด้านความมั่นคงพลังงานในประเทศ
นายคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลใช้กฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ห้ามผู้ค้าน้ำมันส่งออกน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว ออกจากราชอาณาจักร เพื่อป้องกันมิให้ประเทศไทยเกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง มองว่าตอนนี้น้ำมันไม่ได้ขาดแคลน แม้ว่าซัพพลายจากตะวันออกกลางจะหายไป 20% ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกแพงขึ้น การห้ามโรงกลั่นส่งออกน้ำมันส่งผลกระทบหลายด้าน อาทิ โรงกลั่นไม่สามารถระบายน้ำมันส่วนเกินได้ จึงต้องหาที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น และโรงกลั่นจำเป็นต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการผลิตที่ปรับลดลง น้ำมันส่วนเกินที่ส่งออกไม่ได้ ย่อมกระทบต่อรายได้ส่งออกของประเทศ
ในปี 2568 ไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 12,616 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 242,395 ล้านบาท
“สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐควรเร่งพิจารณาให้โรงกลั่นสามารถส่งออกน้ำมันส่วนเกินได้แล้ว ทั้งกลุ่มน้ำมันเบนซิน ดีเซล และ Jet A-1 โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินควรได้รับอนุญาตส่งออก เพราะประเทศไทยใช้น้ำมันเบนซิน คิดเป็น 1 ส่วน แต่ใช้ดีเซล คิดเป็น 3 ส่วนของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด ขณะที่น้ำมันอากาศยานก็พิจารณาจากเศรษฐกิจ จำนวนคนเดินทางมากหรือไม่ ส่วนน้ำมันดีเซล อาจส่งออกบางส่วน อย่างไรก็ตามหากนโยบายส่งเสริมรถยนต์ EV ประสบความสำเร็จ ก็จะมีปริมาณน้ำมันเหลือ” นายคุรุจิต กล่าว
การห้ามส่งออกน้ำมันเป็นมาตรการที่อาจเหมาะสมในภาวะฉุกเฉิน ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะสมตลอดไป จุดอ่อนของคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปฉบับนี้คือ เป็นคำสั่งที่ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ซึ่งตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะตื่นตระหนกเหมือนเมื่อเดือนมีนาคมอีกต่อไป ข้อเสียคือ การห้ามส่งออกบั่นทอนความมั่นคงด้านพลังงาน แทนที่จะเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากเมื่อโรงกลั่นส่งออกน้ำมันส่วนเกินไม่ได้ ถังเก็บน้ำมันจะเต็มเร็วขึ้น โรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิต เมื่อลดกำลังการผลิต ก็ต้องลดแผนจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า การจัดหาน้ำมันดิบต้องวางแผนล่วงหน้าสองเดือน ทั้งการสั่งทำสัญญาซื้อขาย จองเรือขนส่ง ทำประกันภัย การขนถ่าย การจัดการคุณภาพน้ำมันดิบ และวางแผนการตลาด หากโรงกลั่นลดการนำเข้าน้ำมันดิบเพราะส่งออกผลิตภัณฑ์ไม่ได้ ประเทศจะไม่มีความยืดหยุ่นด้านปริมาณสำรองจากจำนวนวันที่จะมีน้ำมันใช้น้อยลง กลายเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานในประเทศ
ซึ่งข้อเสนอที่เหมาะสมในขณะนี้ไม่ใช่การยกเลิกการกำกับดูแลทั้งหมด แต่ควรยกเลิก “ข้อห้ามส่งออกแบบทั่วไปและไม่มีกำหนดสิ้นสุด” แล้วเปลี่ยนเป็นระบบอนุญาตส่งออกภายใต้เงื่อนไขความมั่นคงพลังงานที่ชัดเจน อาทิ ต้องมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปขั้นต่ำตามจำนวนวันใช้จริงในประเทศ หรือต้องให้ความสำคัญกับการขายในประเทศก่อนการส่งออก นอกจากนั้นต้องรายงานปริมาณผลิต ใช้ในประเทศ สต็อก ส่งออก และนำเข้าต่อกรมธุรกิจพลังงานเป็นรายสัปดาห์ในช่วงที่สถานการณ์ยังเปราะบาง รวมทั้งหากสต็อกผลิตภัณฑ์สำคัญต่ำกว่าระดับเตือนภัย รัฐบาลสามารถระงับหรือจำกัดการส่งออกเฉพาะรายการนั้นได้ทันที และต้องมีระบบติดตามการกักตุนและการเคลื่อนย้ายน้ำมันข้ามชายแดนอย่างใกล้ชิด
ส่วนการที่กระทรวงพลังงาน มีนโยบายปรับลดราคา ณ โรงกลั่น มองว่าเป็นการแทรกแซงตลาด หากดำเนินการแทรกแซงตลาดก็จะทำตลอดไป และในอนาคตอาจทำให้อุตสาหกรรมโรงกลั่นไม่สามารถอยู่ได้
ABOUT THE AUTHOR
กองบรรณาธิการ Energy Time Online
27 ก.ค. 2569
27 ก.ค. 2569
27 ก.ค. 2569
27 ก.ค. 2569