บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Last updated: 10 ส.ค. 2569  |  124 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

GC ยืนหยัดท่ามกลางความท้าทาย เดินหน้าสร้างการเติบโตบทใหม่

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เผยทิศทางธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ควบคู่กับการวางรากฐานสำหรับการเติบโตระยะยาว โดยใช้จุดแข็งจากโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ตลอดจนความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องในธุรกิจปิโตรเคมี พร้อมยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจหลักให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป็นฐานสำคัญในการรับมือความไม่แน่นอน พร้อมเร่งต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) และ Green & Bio เพื่อสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ และตอบรับทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนในเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตพลังงาน แต่ GC ได้เตรียมความพร้อมและดำเนินงานเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ GC สามารถรักษาความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81 จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกปี 2569 มี Adjusted EBITDA 41,777 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้ GC คือ โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ซึ่งเชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลว ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและทำให้บริษัทฯ บริหารต้นทุนได้เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดยมีโครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกา จะเริ่มการนำเข้าในปี 2572

GC ยังยกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรผ่าน Holistic Optimization ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารจัดการซัพพลายเชน และกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขาย การตลาด และกระบวนการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 GC สามารถสร้างผลลัพธ์ได้กว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ 5,500 ล้านบาท และในปี 2569 ได้ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท และตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573

บริษัทฯ ยังคงบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างมีวินัย ทั้งการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ (Asset Monetization) การบริหารเงินทุน และการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต

ในช่วงปี 2569-2573 จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปัจจุบัน และเร่งสร้างฐานสำหรับการเติบโตในระยะถัดไป โดยตั้งเป้าปรับสมดุลพอร์ตระหว่างธุรกิจ Commodity และธุรกิจ Specialty จากสัดส่วนประมาณ 80:20 สู่ 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจมูลค่าสูง และสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดย GC จะต่อยอดจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในแต่ละธุรกิจ ดังนี้
• ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี
• ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะกลายเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569
• ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ปลดล็อกศักยภาพของ allnex เพื่อเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจ Specialty
• ธุรกิจ Green & Bio ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty)

สำหรับธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ allnex มีผลการดำเนินงานดีกว่าแผน สะท้อนความคืบหน้าของการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยกำลังศึกษาเพื่อเตรียมดำเนินการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในทุกมิติ รวมทั้งการบริหารพอร์ตโฟลิโอโดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ allnex มีความเป็นผู้นำและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ตลอดจนการขยายไปสู่ธุรกิจและเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่

ในประเทศไทย allnex ได้ขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป นับเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขีดความสามารถด้านการผลิตมายังประเทศไทย ช่วยสร้าง Ecosystem ที่ใกล้ชิดลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น รองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต พร้อมกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงของซัพพลายเชนให้กับลูกค้า ทั้งนี้ SCA เป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์

ขณะเดียวกัน allnex ยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทั้ง China Hub ที่เมืองเจียซิง (Jiaxing) ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ allnex และมีผลการดำเนินงานเติบโตดีกว่าคาดการณ์ รวมถึง India Hub ที่เมืองมหัท (Mahad) ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต

สำหรับธุรกิจ Green & Bio ปัจจุบัน NatureWorks ได้เปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยกับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมถึง GGC และ Emery Oleochemicals ที่ต่อยอดองค์ความรู้เคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและเกรดสัมผัสอาหารรายแรกของประเทศไทย ที่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต และกำลังต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) เพื่อพัฒนา Sustainable Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในระยะต่อไป มาบตาพุดจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรม จะต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสู่อนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio

ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการ Energy Time Online

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้