Last updated: 24 ส.ค. 2569 | 74 จำนวนผู้เข้าชม |
ราช กรุ๊ป เตรียมพร้อมแผนลงทุนในไทยและอินโดนีเซีย
จัดสรรงบลงทุน 10,000 ล้านบาท พร้อมรับรู้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2 แห่งเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปีนี้
บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแผนการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ 5S เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร ในปี 2569 บริษัทฯ กำหนดเป้าหมาย EBITDA เติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท และรายได้จากพลังงานทดแทน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของรายได้รวม โดยบริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ในฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 5.5 เมกะวัตต์ ในเวียดนาม ซึ่งกำหนดจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 5 ด้าน ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้านทั้งการบริหารสินทรัพย์และแผนการลงทุน สำหรับการบริหารสินทรัพย์ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาพัฒนาระบบซ่อมบำรุงแบบเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ในโรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP และบริษัทฯ ถือหุ้นทั้งหมด เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน เพิ่มความเชื่อถือได้ (Reliability) และความพร้อมจ่าย (Availability) ของเครื่องจักร ซึ่งช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง และรายได้ให้กับโรงไฟฟ้ามากขึ้น
ด้านการลงทุน บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัม ด้วย
ในครึ่งปีแรกนี้ บริษัทฯ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ขนาดกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 51.67 ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในจังหวัดชลบุรี และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 40 ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี โดยเบื้องต้นจะเน้นการบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวข้องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจใหม่ในอนาคต
“บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งยังได้จัดสรรงบลงทุนไว้จำนวน 10,000 ล้านบาทเพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว และโครงการใหม่ ๆ ซึ่งการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจและยังได้ขับเคลื่อนโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ด้วย” นายนิทัศน์ กล่าว
ABOUT THE AUTHOR
กองบรรณาธิการ Energy Time Online
24 ส.ค. 2569
24 ส.ค. 2569
24 ส.ค. 2569