บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)

Last updated: 6 ต.ค. 2569  |  107 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)

เตรียมประกาศโครงสร้างบริษัทร่วมทุน SCGC กับ GC 29 ต.ค.นี้

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าโครงการร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCGC กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ว่า ยังคงเป็นไปตามแผน โดยในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ จะประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างบริษัทร่วมทุน ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการร่วมทุน (Synergy)

โดยการร่วมทุนครั้งนี้จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC มาผสานกัน ยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ประมาณ 44% แบ่งเป็น สัดส่วนของเฉพาะกลุ่มโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ อยู่ประมาณ 22–23% แม้ว่าภายหลังการร่วมทุนแล้ว ภาพรวมรายได้จะลดลง แต่ในแง่ของผลกำไรสุทธิ กระแสเงินสด และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จะเพิ่มสูง เนื่องจากอัตรากำไร (Margin) ที่ดีขึ้นจากผลของการทำ Synergy ร่วมกัน

ทั้งนี้ ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรม GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ คาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรมภายในเดือนตุลาคมนี้ ส่วนขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ได้แก่ บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.) และธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) รวมถึงหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งระหว่างกัน และลดความเสี่ยงด้านวัตถุดิบลง

สำหรับโรงระยองโอเลฟินส์ (ROC) ขณะนี้ได้กลับมาเดินเครื่องใหม่แล้ว โดยบริษัทนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯและแอฟริกาแทน

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กล่าวด้วยว่า ESG Symposium 2026 เป็นเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเอสซีจีจัดร่วมกับ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และพันธมิตรทุกภาคส่วน เชื่อมโยงผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน องค์กรระหว่างประเทศ และภาควิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางรับมือความท้าทายสำคัญของอาเซียน ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างเศรษฐกิจและงานสีเขียวที่กระจายโอกาสและเสริมความยืดหยุ่นให้กับภูมิภาค

โดยมี 3 วาระสำคัญที่ต่อยอดจากข้อเสนอในปีที่ผ่านมา ได้แก่ 1.Energy Transition สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับต้นทุนที่แข่งขันได้และการลดคาร์บอน จากปีที่ผ่านมา ที่มุ่งปลดล็อกการเข้าถึงไฟฟ้าหมุนเวียนผ่าน Third Party Access (TPA), Direct PPA และการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้จริง ปีนี้การหารือขยับไปสู่การยกระดับ “ความพร้อมของระบบพลังงาน” ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถและความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า เทคโนโลยี Grid-forming และการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้สอดรับกับความต้องการพลังงานในอนาคต พร้อมมองต่อไปถึงเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานใหม่ เช่น Small Modular Reactors (SMR) และ Biofuels ตลอดจนการเชื่อมโยงความร่วมมือระดับอาเซียนผ่าน ASEAN Power Grid

2.Just Transition เปิดโอกาสให้ SMEs แรงงาน และชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน ผ่านองค์ความรู้และเครื่องมือ เช่น NZAP และ Go Together ปีนี้มีแนวทางเพิ่มเติม ได้แก่ Funding Connect, SME Green Transition Plus สำหรับ SMEs ภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น และ 3.Climate Adaptation จากการรับมือหลังเกิดภัย สู่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า จากการพูดถึง Water Resilience ในปีที่ผ่านมา ปีนี้ต่อยอดสู่การใช้ AI Simulation Platform เพื่อประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมและความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมมีแผนเปิดให้สาธารณะเข้าถึงและมองต่อถึง Risk Mapping และ Simulation ในระดับอาเซียน เพื่อช่วยเตรียมรับมือความเสี่ยงจากน้ำท่วม พายุ และภัยพิบัติอื่นๆ ด้าน

ดังนั้นจากข้อเสนอและการขับเคลื่อนในปีที่ผ่านมา ความร่วมมือแบบ Public–Private–People Partnership หรือ (4P) สามารถทำให้เกิดผลได้จริง โดยภาครัฐช่วยสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงมือทำ ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีและเงินลงทุนมาร่วมทดลอง ขณะที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์ของแต่ละพื้นที่ จากบทเรียนที่ จ.สระบุรี ควรนำโมเดล 4P นี้ ไปขยายผลยังพื้นที่อื่นๆ โดยเริ่มจากการศึกษาความต้องการและปัญหาในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการหาพันธมิตรที่เหมาะสม เพื่อนำบทเรียนไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง และต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศ

ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการ Energy Time Online

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้