FPT เปิดใช้ระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือ

Last updated: 2020-04-26  |  569 จำนวนผู้เข้าชม  | 

FPT เปิดใช้ระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือ

FPT ได้ฤกษ์เปิดใช้ระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือ
กระจายน้ำมันสู่ภาคเหนือ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ



นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานพิธีเปิดระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือ ระยะที่ 1 (บางปะอิน-กำแพงเพชร-พิจิตร) ร่วมกับ หม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) และ นายเจริญ จารุไสลพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (FPT)

โครงการก่อสร้างระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือ เป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการและอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัฐบาล ที่กลุ่มบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS Group เป็นผู้ลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท โดยมอบให้ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ FPT ซึ่งเป็นบริษัทในเครือและเป็นผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อมากว่า 28 ปีเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันที่สามารถขนส่งน้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันเบนซินพื้นฐานออกเทน 91 และ 95 ในท่อเดียวกัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 ส่วนต่อขยายจากท่อขนส่งน้ำมันเดิมของ FPT จากคลังน้ำมันบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปยังคลังน้ำมันพิจิตร อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร (บางปะอิน-กำแพงแพชร-พิจิตร) ระยะทาง 367 กม. และ ระยะที่ 2 จากสถานีเพิ่มแรงดันและแยกระบบท่อกำแพงเพชรไปยังคลังน้ำมันนครลำปาง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง (กำแพงเพชร-ลำปาง) ระยะทาง 209 กม. รวมระยะทางทั้งสิ้น 576 กม. และมีความสามารถในการขนส่งน้ำมันได้ 9,000 ล้านลิตรต่อปี โดยโครงการระยะที่ 2 มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2562

สำหรับระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือเป็นโครงการที่ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยสามารถใช้ระบบท่อขนส่งน้ำมันและคลังน้ำมันปลายท่อเป็นสถานที่เก็บน้ำมันสำรองของประเทศ ประชาชนจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลนในยามฉุกเฉินและภัยพิบัติ รวมทั้งยังให้ผลตอบแทนด้านสังคมสูงมาก ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยลดอุบัติเหตุจากการขนส่งน้ำมันด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ ลดความเลื่อมล่ำของราคาน้ำมันทำให้ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือมีโอกาสใช้น้ำมันในราคาที่ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ อีกทั้งยังช่วยลดมลภาวะที่เกิดขึ้นจากการขนส่งน้ำมันโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ต่ำกว่า 30,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากการขนส่งน้ำมันด้วยรถบรรทุกน้ำมัน

นอกจากนี้ระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งพลังงานของประเทศที่สำคัญซึ่งจะรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยท่อขนส่งน้ำมันสามารถต่อขยายเพื่อขนส่งน้ำมันอากาศยานไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งคลังน้ำมันของระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือนอกจากจะเป็นศูนย์กลางการจ่ายน้ำมันในพื้นที่ภาคเหนือแล้วนั้น ยังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศที่สามารถรองรับการขนส่งน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยคลังน้ำมันพิจิตรเป็นจุดจ่ายน้ำมันผ่านเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) เชื่อมโยงประเทศพม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม (มะละแหม่ง-เมียวดี/แม่สอด-พิษณุโลก-ขอนแก่น-กาฬสินธุ์-มุกดาหาร/สะหวันนะเขต-ดองฮา-ดานัง) และคลังน้ำมันนครลำปางตั้งอยู่ในแนวเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) เชื่อมโยงประเทศจีน-พม่า-ลาว-ไทย (คุนหมิง-เชียงรุ่ง-ต้าหลั่ว-เชียงตุง-ท่าขี้เหล็ก/แม่สาย)