บ้านปู เพาเวอร์ฯ สรุปผลประกอบการกำไร 1,616 ล้านบาท

90 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY NEWS

บ้านปู เพาเวอร์ฯ สรุปผลประกอบการกำไร 1,616 ล้านบาท

บ้านปู เพาเวอร์ฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2562
เดินหน้าสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP หนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป (Conventional Power Generation) และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Power Generation) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สรุปผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2562 โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 1,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว ปัจจัยหนึ่งมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีซึ่งมีประสิทธิภาพการจ่ายไฟถึงร้อยละ 100 สร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าหงสาที่แม้จะมีการหยุดเดินเครื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพประจำปีของหน่วยผลิตที่ 1 แต่ยังรักษาประสิทธิภาพการจ่ายไฟอยู่ที่ร้อยละ 81 ส่วนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมซ็อกจัง (Soc Trang) กำลังผลิตรวม 80 เมกะวัตต์ ในประเทศเวียดนาม คืบหน้าตามแผนที่วางไว้ สะท้อนถึงประสบการณ์ ความสามารถ และความพร้อมด้านต่างๆ ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าของบ้านปู เพาเวอร์ฯ ได้เป็นอย่างดี

นายสุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไตรมาสแรกของปี 2562 บ้านปู เพาเวอร์ฯ รายงานกำไรสุทธิรวม 1,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 784 ล้านบาท หรือร้อยละ 167 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งนี้สะท้อนถึงสถานะการเงินที่มั่นคง ซึ่งจะส่งเสริมให้การพัฒนาโครงการที่มีอยู่ลุล่วงเป็นไปตามแผนและสามารถแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศที่มีธุรกิจอยู่เดิมและประเทศที่มีศักยภาพ สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมซ็อกจัง ระยะที่ 1 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) แล้วเสร็จ รวมไปถึงการทำประชาพิจารณ์กับชุมชนโดยรอบทั้งในส่วนพื้นที่พัฒนาโครงการและพื้นที่ก่อสร้างสายส่งซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชุมชน จึงเชื่อมั่นว่าการพัฒนาโครงการในลำดับต่อไปจะราบรื่นและสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ได้ตามกำหนด เช่นเดียวกับส่วนขยายโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมหลวนหนาน (Luannan) ระยะที่ 3 ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งการก่อสร้างเดินหน้าไปตามแผนและพร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปีนี้”

สำหรับไตรมาส 1/2562 บ้านปู เพาเวอร์ฯ รับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าในจีน รวม 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 3 แห่ง จำนวน 1,605 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 และไอน้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 อีกส่วนหนึ่งมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 6 แห่ง จำนวน 159 ล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากความเข้มข้นของแสงแดดที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้า จำนวน 1,116 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 71 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว จากโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ซึ่งรายงานส่วนแบ่งกำไรจำนวน 387 ล้านบาท (รวมผลขาดทุนจากการแปลงค่าสกุลเงินจำนวน 29 ล้านบาทแล้ว และผลบวกจากภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจำนวน 79 ล้านบาท) และโรงไฟฟ้าหงสาที่รายงานส่วนแบ่งกำไรจำนวน 734 ล้านบาท (รวมผลขาดทุนจากการแปลงค่าสกุลเงินจำนวน 138 ล้านบาทแล้ว) ซึ่งยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง

ปัจจุบัน บ้านปู เพาเวอร์ฯ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าแล้วทั้งสิ้น 17 แห่ง คิดเป็นกำลังผลิต 2,145 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 1,955 เมกะวัตต์เทียบเท่า และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 190 เมกะวัตต์ การขยายกำลังผลิตที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายกำลังผลิตมากกว่า 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า พร้อมสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568

“บ้านปู เพาเวอร์ฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนด้วยการบริหารการลงทุนที่มีความสมดุลตามหลักความยั่งยืนด้านพลังงานและการดำเนินงานตามกลยุทธ์ Greener & Smarter โดยเน้นปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตไฟฟ้าทั้งจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพและสามารถจ่ายไฟได้อย่างสม่ำเสมอ ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions: HELE) นอกจากนี้ การจัดตั้งสำนักงานในจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะดำเนินธุรกิจและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศดังกล่าวอย่างต่อเนื่องด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย” นายสุธี กล่าวปิดท้าย