ก.พลังงานเตรียมรับมือ วิกฤตตะวันออกกลางและสงครามการค้า

Last updated: Apr 26, 2020  |  216 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY NEWS

ก.พลังงานเตรียมรับมือ วิกฤตตะวันออกกลางและสงครามการค้า

กระทรวงพลังงานเตรียมพร้อมรับมือ วิกฤตตะวันออกกลาง และสงครามการค้า

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ จะมีการเรียกกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย และหน่าวยงานที่เกี่ยวข้อง มาประชุมหารือเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง หลังจากที่สหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรประเทศอิหร่าน และเวเนซุเอลา ไม่ให้มีการส่งออกน้ำมัน และเกิดความไม่สงบในประเทศลิเบีย ประกอบกับปัญหาการก่อการร้ายเรือบรรทุกน้ำมันของประเทศซาอุดิอาระเบีย และสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลก และทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น และความหวั่นเกรงว่าประเทศจากแถบตะวันออกกลางจะไม่สามารถส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

ทั้งนี้ กลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากมีการปิดช่องแคบจะเกิดผลกระทบการนำเข้าน้ำมันดิบ ในระยะนี้จึงต้องให้กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน บริษัทผลิตน้ำมันในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายงานการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป การนำเข้าน้ำมันดิบ สต๊อกน้ำมันที่มีอยู่ ราคาซื้อขาย และการขนส่ง เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณารองรับกับสถานการณ์น้ำมันหากเกิดวิกฤตราคาปรับตัวขึ้นเร็ว ก็จะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยพยุงราคา ซึ่งปัจจุบันมีเงินกองทุนฯ ประมาณ 3.6-3.7 หมื่นล้านบาท และมีสต๊อกน้ำมัน ประมาณ 30-45 วัน

สำหรับราคาน้ำมันดิบดูไบปัจจุบันอยู่ที่ 72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และคาดว่าครึ่งปีหลังราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรอบราคา 73-75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม จะต้องจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองกลุ่มตะวันออกกลาง สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ว่าจะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันอีกหรือไม่ รวมถึงกรณีสหรัฐอเมริกาแทรกแซงอิหร่านด้วย

ทางด้าน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้จับตาดูสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกในตลาดโลก และได้ให้นโยบายในการวางแผนรับมือ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้น และบริเวณช่องแคบเฮอร์มุซ เป็นเส้นทางเดินเรือส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก โดยปริมาณน้ำมันดิบที่ส่งผ่านช่องแคบนี้คิดเป็น 20% ของปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลก ขณะที่เดิมท่าทีของกลุ่มโอเปกส่งสัญญาณปรับลดกำลังการผลิตไว้ระดับเดิมจนถึงสิ้นปีนี้ที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในการประชุมกลุ่มโอเปกครั้งถัดไป วันที่ 25-26 มิถุนายน 2562 จึงต้องรอดูว่าที่ประชุมกลุ่มโอเปกจะมีมตีที่ชัดเจนอย่างไร

ล่าสุดได้กำชับ ปตท. ผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ของประเทศ ให้บริหารความเสี่ยงให้มากที่สุด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น