เอสซีจี 9 เดือน กำไรหด 27%

Last updated: Apr 26, 2020  |  172 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY NEWS

เอสซีจี 9 เดือน กำไรหด 27%

เอสซีจี 9 เดือน กำไรหด 27%

ผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกปี 2562 ของเอสซีจี กำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากกำไรที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ตามวัฏจักรปิโตรเคมี สงครามการค้าที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกำไรเพิ่มขึ้น พร้อมเผยแผนเร่งเครื่องธุรกิจแพคเกจจิ้งรับโอกาสตลาดเติบโต

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 331,803 ล้านบาท ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมิคอลส์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสุทธิ 24,910 ล้านบาท ลดลง 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากไตรมาส 2 มีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวน 2,035 ล้านบาท ไตรมาส 3 มีการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี จำนวน 1,063 ล้านบาท และการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี จำนวน 762 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ ประกอบกับความกังวลจากสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ของทั้งบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

ส่วนไตรมาส 3 ปี 2562 มีรายได้จากการขาย 110,330 ล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสุทธิ 6,204 ล้านบาท ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ เนื่องจากมีส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลง การกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี จำนวน 1,063 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของบริษัทร่วม สงครามการค้าที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เงินบาทที่แข็งค่า ประกอบกับการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี (assets impairment) จำนวน 762 ล้านบาท หากไม่รวมการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีดังกล่าว จะทำให้เอสซีจีมีกำไรสุทธิ 7,267 ล้านบาท ลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยคาดการณ์ยอดขายทั้งปี 2562 คาดว่าจะลดลงจากปี 2561 ประมาณ 8% เนื่องจากภาพรวมของธุรกิจเคมิคอลส์ยังไม่ค่อยดี มีราคาลดลง มีกำลังการผลิตใหม่ในตลาดโลกเข้ามาเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นไม่มาก

อย่างไรก็ตาม เอสซีจีมีแผนการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยใช้เม็ดพลาสติกน้อยลง และทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่าย ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนและการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

“ธุรกิจเคมิคอลส์ มีโครงการที่มีศักยภาพ มีการเติบโตทั้งตลาดในประเทศไทย และเวียดนาม จึงมีการลงทุนในเรื่องนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เป็นธุรกิจขาลงของเคมิคอลส์ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะกลับมาฟื้นตัวเมื่อไร เนื่องจากความตรึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ประกอบกับมีกำลังการผลิตใหม่ๆ เพิ่มเติม” นายรุ่งโรจน์ กล่าว

ส่วนความคืบหน้าการลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนาม ขณะนี้การก่อสร้างโครงการมีความคืบหน้าแล้ว 24% คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปลายปี 2565 โดยในช่วงเริ่มต้นโครงการผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาจะเป็นเม็ดพลาสติกเกรดธรรมดาทั่วไป (Commodity) แต่หลังจากนั้นจะมีการอัพเกรดให้มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาจะรองรับตลาดในประเทศเวียดนามที่มีอัตราเติบโตด้านความต้องการใช้สูงมาก