“ราช กรุ๊ป” เตรียมเงินลงทุนปีนี้ 3 หมื่นล้านบาท

Last updated: 2020-04-26  |  270 จำนวนผู้เข้าชม  | 

“ราช กรุ๊ป” เตรียมเงินลงทุนปีนี้ 3 หมื่นล้านบาท

“ราช กรุ๊ป” เตรียมเงินลงทุนปีนี้ 3 หมื่นล้านบาท

บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คาดว่าอาจจะใช้เงินลงทุนในปีนี้ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพราะได้มีการศึกษาโครงการลงทุนทั้งโรงไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภค นอกเหนือจากโครงการลงทุนที่มีอยู่ในแผน และโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจา ที่ได้วางงบลงทุนแล้ว 20,000 ล้านบาท โดยจะขยายไปในธุรกิจระบบสาธารณูปโภคมากขึ้น และคาดว่าในอนาคตรายได้ในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 50% จากปีนี้อยู่ที่ 5%

นายกิจจา ศรีพัฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้ได้เตรียมเงินลงทุนจำนวน 20,000 ล้าบาท สำหรับการลงทุนในโครงการต่อเนื่องประมาณ 10,000 ล้านบาท และสำหรับการลงทุนในโครงการใหม่ (M&A) อีกประมาณ 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ได้จัดเตรียมเงินลงทุนไว้อีกประมาณ 10,000 ล้านบาท สำหรับโครงการลงทุนใหม่ที่จะมีเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแผนการดำเนินงานที่ได้วางไว้ โดยในส่วนของการเข้าซื้อกิจการในโครงการใหม่ อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ 5 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปโครงการลงทุนได้ 1 โครงการ เป็นโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศไทย รวมทั้งยังได้ศึกษาการลงทุนในโครงการด้านนวัตกรรมที่เป็นธุรกิจ New S-Curve และเตรียมพร้อมเข้าร่วมโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership (PPP) ระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐด้วย

ในปีนี้บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิต 780 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ จ.ราชบุรี กำลังการผลิต 720 เมกะวัตต์ ที่จะปลดออกจากระบบในกลางปีนี้ และคาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย ที่จะมีกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น 8,715.07 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม แม้โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ จะปลดออกจากระบบ แต่จะมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง กำลังการผลิต 714 เมกะวัตต์ ซึ่งร่วมกับ กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่ได้ลงทุนแล้วจะเข้ามาทดแทนกำลังผลิตดังกล่าว ซึ่งได้มีการจัดส่งรายงานผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้กับสำนักงานและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างการลงทุนในบริษัทร่วมทุนกับกัลฟ์ ซึ่งการที่กัลฟ์เข้ามาซื้อหุ้นในโครงการราคาถูก เนื่องจากเป็นการซื้อหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งเพื่อลงทุนในบริษัทที่ดำเนินการโรงไฟฟ้าหินกอง เมื่อปรับโครงสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นต่อไป นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อก๊าซธรรมชาติเข้ามาใช้ในโครงการนี้ ซึ่งจะต้องสรุปให้ได้ภายในเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งกำลังรอรัฐบาลว่าจะมีการอนุมัติให้เอกชนนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เองได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็จะซื้อจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต่อไป คาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบสำหรับยูนิตแรก ในปี 2567

สำหรับการลงทุนในปีนี้ ประกอบด้วย โครงการในประเทศ ได้แก่ โครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าราช โคเจนเนอเรชั่น โครงการโรงไฟฟ้าประเภท SPP และโครงการโรงไฟฟ้า Independent Power Supply ส่วนในต่างประเทศ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และพลังงานทดแทน โดยประเทศเป้าหมายหลัก ได้แก่ เวียดนาม สปป. ลาว อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ส่วนโครงการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานจะเน้นการลงทุนในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการประเภท PPP ของภาครัฐ และธุรกิจ New S-Curve ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีๆใหม่ รวมทั้ง Internet of Things ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ

โดยการร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) และสายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) ในรูปแบบ PPP Gross Cost ระยะเวลา 30 ปี ซึ่งบริษัทฯ เข้าร่วมประมูลในนามกิจการร่วมค้า BGSR คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ในกลางปีนี้

สำหรับการลงทุนในโครงการไฟเบอร์ออฟติก ร่วมกับ ALT อยู่ระหว่างการลงทุนวางสายไฟเบอร์ออฟติก และจัดหาลูกค้า ซึ่งมีเป้าหมายจะได้ประมาณ 5 แสนราย เป็นส่วนของภาครัฐ และเอกชน และคาดว่าจะเริ่มมีรับรู้รายได้จากโครงการนี้ตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป

ส่วนการลงทุนในด้านนวัตกรรม อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะลงทุนในโครงการใดบ้าง เบื้องต้นจะเป็นการลงทุนต่อยอดจากโครงการวิจัยของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ.ถือหุ้น 40% ราช กรุ๊ป และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด คนละ 30% คาดว่าจะเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2562 บริษัทฯ รับรู้รายได้รวม จำนวน 43,220.07 ล้านบาท มาจากรายได้หลัก 3 ส่วนสำคัญ คือ รายได้จากการขายและบริการและรายได้ตามสัญญาเช่าการเงินของโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ ควบคุมจำนวน 38,364.34 ล้านบาท รายได้จากส่วนแบ่งจากส่วนแบ่งกำไรของกิจการร่วมทุน จำนวน 3,968.38 ล้านบาท และรายได้จากดอกเบี้ยและอื่นๆ จำนวน 887.35 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5,963.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้และอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย อยู่ที่ 9,996.24 ล้านบาท

โดยปี 2562 บริษัทฯ รับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าราช โคเจนเนอเรชั่น ซึ่งได้เข้าซื้อกิจการเมื่อปลายปี 2562 โครงการโรงไฟฟ้าเบิกไพรโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2562 รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำอาซาฮาน-1 ในอินโดนีเซีย ที่ได้ลงทุนเมื่อปลายปี 2561 และโครงการพลังงานลมเมาท์เอเมอรัล ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อปลายปีเดียวกัน ประกอบกับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและการจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

นางวดีรัตน์ เจริญคุปต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การเงิน ราช กรุ๊ป กล่าวว่า ได้เตรียมเงินลงทุนสำหรับปีนี้ 30,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินจะมาจากกระแสเงินสดภายในบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ หากมีการซื้อกิจการเพิ่มเติมในปีนี้ ก็สามารถใช้เงินกู้ระยะสั้นในสกุลเงินบาท และเงินต่างประเทศ มาลงทุนได้ และในระยะยาวสามารถออกหุ้นกู้ เพื่อนำมารีไฟแนนซ์เงินกู้เดิม เพื่อให้มีอัตราดอกเบี้ยลดลง เพราะขณะนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก