สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

Last updated: Jul 16, 2020  |  217 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY NEWS

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

กกพ. ลดค่าเอฟทีงวด ก.ย.- ธ.ค. 0.83 สต./หน่วย
อนิสงฆ์ โควิด-19 ช่วยค่าไฟฟ้าลดลง หลังราคาเชื้อเพลิงที่นำมาคำนวณค่าเอฟทีลดลง

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2563 ลงอีก 0.83 สตางค์ต่อหน่วย หรือเรียกเก็บค่าเอฟทีที่ -12.43 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งลดลงจากเดิมเรียกเก็บที่ -11.60 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.63 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และราคาเชื้อเพลิงลดลง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงตาม อย่างไรก็ตาม กกพ. ยังคงมีความเป็นห่วงปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น และเป็นภาระต่อการประมาณการค่าเอฟทีในงวดถัดไป

ปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟที ในงวด ก.ย. – ธ.ค.63 ประกอบด้วย
1. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 63 ประมาณ 58,910 ล้านหน่วย ปรับลดลงจากช่วงเดือน พ.ค.- ส.ค.63 ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้า 69,920 ล้านหน่วย หรือลดลง ร้อยละ 15.75 ในขณะที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้ารวมในปี 63 อยู่ที่ประมาณ 193,706 ล้านหน่วย ลดลงร้อยละ 1.62 จากปี 62 ซึ่งอยู่ที่ 196,896 ล้านหน่วย
2. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค.63 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 51.13 ถ่านหิน ร้อยละ 17.97 และการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ร้อยละ 20.15 อื่นๆ ร้อยละ 10.75
3. สถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยรวมราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยแต่ละประเภทลดลงจากงวดที่ผ่านมา ตามการปรับลดลงของภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง
4. อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ใช้ในการประมาณการ (วันที่ 1 – 31 พ.ค. 63) เท่ากับ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจากประมาณการในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 63 ที่ประมาณการไว้ที่ 31.70 บาท/เหรียญสหรัฐ

นายคมกฤช กล่าวว่า มีความเป็นห่วงว่าค่าเอฟทีในรอบถัดไป เพราะยังไม่สามารถคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะลดลงอีกหรือไม่ อัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะอ่อนค่าลง และราคาเชื้อเพลิงคาดว่าราคาจะถูกลง