โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Last updated: Aug 6, 2020  |  204 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY NEWS

โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน)

GGC ชู “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์”
พัฒนาตามแผน BCG Economy Model
พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นายสุวัฒน์ กมลพนัส กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานของบริษัทในปี 2563 หลังเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ว่า “ยังคงสานต่อและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ของ GGC ให้เป็นไปตามแผนและกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่วางไว้ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโอลีโอเคมีและเคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีภารกิจหลักในการเป็น Green Flagship ของกลุ่ม GC ด้วยการสนับสนุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตรและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาตามโมเดล BCG ของประเทศไทย”

โดยแผนงานที่ GGC กำลังดำเนินงานอยู่ในขณะนี้ คือ การสานต่อและขับเคลื่อนโครงการ “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์”(Nakhonsawan Biocomplex) สู่การเป็น Bio Hub แห่งแรกของประเทศไทยแบบครบวงจร ซึ่งเป็นโครงการที่สอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตาม BCG Model คือ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม โดยเน้นไปที่เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เป็นการใช้ทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน โดยโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท จีซีซี ไบโอเคมิคอล จำกัด (GGC Bio) และ บริษัท เคทิส ไบโอเอทานอล จำกัด (KTBE) ซึ่งโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มุ่งเน้นการต่อยอดสู่เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ประกอบด้วย โรงหีบอ้อย โรงงานเอทานอล โรงงานไฟฟ้าชีวมวลและผลิตไอน้ำความดันสูง ปัจจุบันมีความคืบหน้าการก่อสร้างไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาสที่ 4/2564 และทันฤดูการหีบอ้อยปี 2564และ2565

หลังจากนั้นจะเป็นการขยายธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ BCG Economy Model ด้วยการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Eco System) ในนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เพื่อดึงดูดพาร์ทเนอร์ต่างๆ ที่มีเทคโนโลยีมาเข้ามาร่วมลงทุนในระยะที่ 2 ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตร เพื่อต่อยอดสู่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) และเคมีชีวภาพ (Biochemicals) ที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและรอการตอบรับจากผู้ที่สนใจ ซึ่งถ้าเราทำได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนใกล้เคียง ก็จะมีเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ นายสุวัฒน์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจภายใต้ “ภาวะปกติใหม่” (New Normal) GGC ยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวัง แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง แต่ปัจจัยเสี่ยงในด้านลบยังมีความไม่แน่นอนสูง อาทิ ความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ระลอกสอง สถานการณ์ภัยแล้ง และเสถียรภาพการเมืองในประเทศ ทำให้บริษัทฯ ต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาให้ความสำคัญเรื่องการดูแลทำความสะอาดและใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคลลมากขึ้น โดยเฉพาะเจลแอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีนบริสุทธิ์ ที่มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาสที่ 2/2563 ยอดขายกลีเซอรีนบริสุทธิ์ของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่คาดว่าจะไม่กระทบกับตลาดโดยรวมมากนัก เนื่องจากกลีเซอรีนเป็นส่วนประกอบที่ให้ความชุ่มชื้นในเจลดังกล่าวเพียง 0-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์ (B100) และแฟตตี้แอลกอฮอล์ ปรับตัวลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยที่เมทิลเอสเทอร์ (B100) ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาล ส่งผลให้การเดินทางของภาคประชาชนและภาคขนส่งลดน้อยลง ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงมีการประสานกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดและแสวงหาลูกค้ากลุ่มใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯมากขึ้น

ทั้งนี้เชื่อว่า สิ่งที่ GGC ดำเนินการอยู่ในขณะนี้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน คือการเป็น Leading Green Company และ Green Flagship ของกลุ่ม GC หากมองไปในระยะข้างหน้า GGC เรามาถูกทาง และเชื่อว่าการร่วมทุนดังกล่าวในโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับบริษัทฯ สำหรับธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพและเพิ่มโอกาสในการลงทุนต่อยอดธุรกิจเคมีชีวภาพ (Biochemicals) และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ในอนาคต ที่ก่อให้เกิดการสร้างประโยชน์ทร่วมกัน ตลอดห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมชีวภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรของประเทศอย่างยั่งยืน