เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด

Last updated: 2021-03-02  |  140 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด

เอสซีจี เคมิคอลส์ ตั้งเป้าขายสินค้า HVA มากกว่า 50% ในปี 2573

นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จะมีกลยุทธ์เชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่ 1.เร่งการขยายเข้าสู่ธุรกิจ Circular Economy (Accelerate Circularity) 2.เร่งการขับเคลื่อนธุรกิจสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง HVA (Accelerate Innovation) และ 3.เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ (Accelerate Digital Technology) เพื่อรับมือกับความท้ายทายใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ตอบโจทย์ความอย่างยั่งยืน SDGs (Sustainable Development Goals) และ ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ชุมชน สังคม และดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง Green Polymer 200,000 ตัน ภายในปี 2568 ขยายการขายสินค้า HVA เป็น 50% ภายในปี 2573 และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ซึ่งการขยายเข้าสู่ธุรกิจ Circular Economy เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดภาวะโลกร้อน พร้อมตอบโจทย์ลูกค้า เจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกและโซลูชั่น โดยออกแบบให้รีไซเคิลง่าย และรีไซเคิลได้ 100% ยังมีการนำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (PCR) โดยได้วิจัยพัฒนาสูตรการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล PCR ชนิด HDPE สำหรับบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่ใช้ภายในบ้าน ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการนำพลาสติกใช้แล้วมาผลิตเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับปิโตรเคมีเพื่อนำกลับมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ ที่สามารถผลิตเป็น Food Grade โดยได้ก่อสร้างโรงงานทดสอบการผลิต (Demonstration Plant) แห่งแรกในประเทศไทย ที่จังหวัดระยอง กำลังการผลิต Recycled Feedstock ประมาณ 4,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาความร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics)

สำหรับธุรกิจ HVA จะเน้นขายใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ สุขภาพ ยานยนต์ และการก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง และรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดปัจจัยบวกต่อตลาดบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง พลาสติกสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งรถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลาดจะกลับมาดีขึ้น

นอกจากนี้ ในปีนี้ได้ตั้งงบประมาณด้าน R&D เป็นเงินกว่า 1,600 ล้านบาท และยังได้ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและพัฒนาต้นแบบสินค้า หรือ i2P Center (Ideas to Products) แห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียนตั้งแต่ปี 2562 เพื่อเป็นโซลูชันด้าน Material Selection, Design และ Process นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาต้นแบบสินค้า จึงช่วยจุดประกายความคิดให้กับลูกค้าและเจ้าของแบรนด์สินค้า รวมทั้งมีกระบวนการเร่งให้เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาสินค้าต้นแบบได้รวดเร็วขึ้นเป็น 3 เท่าจากที่ผ่านมา

ธุรกิจเคมิคอลส์ ยังได้นำเทคโนโลจีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ ทั้งด้านความเร็วและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยใช้ในการขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมตามสถานการณ์ตลาดมากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันปัญหาในกระบวนการผลิต และการนำ AI Simulation เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังได้จัดทำ Digital Commerce Platform (DCP) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเข้ากับข้อมูลการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา และสามารถลดเวลาได้ถึง 70%

สำหรับความคืบหน้าโครงการขยายกำลังการผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOCD) เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และพร้อมดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ภายในต้นไตรมาสที่ 2 นี้ โดยจะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มอีก 350,000 ตันต่อปี

ส่วนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ที่ประเทศเวียดนาม ขณะนี้ความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วประมาณ 72% โดยมีการใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปีนี้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 1.2-1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านโครงการโซลาร์ลอยน้ำ ได้มีการผลิตทุ่นลอยน้ำที่ทำจากเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง สำหรับวางแผงโซลาร์เซลล์ ขณะนี้ได้มีการพัฒนาถึง Generation ที่ 3 แล้ว และการพัฒนา PV Module มีการพัฒนาไปไกลมาก ทำให้ลูกค้าที่ต้องการใช้ Floating Solar มีเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเรามีลูกค้าทั้งที่เป็นภายในกลุ่มเองและลูกค้าภายนอกที่มีกำลังผลิตประมาณ 20-30 เมกะวัตต์ ซึ่งก็ยังมีการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และมีแผนที่จะขยายธุรกิจไปในต่างประเทศด้วย