Last updated: 9 ส.ค. 2564 | 698 จำนวนผู้เข้าชม |
ไตรมาส 2 บ้านปูกำไร 1,325 ล้านบาท
นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/64 มีกำไรสุทธิ 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุนสุทธิ 2,514 ล้านบาท ในขณะที่งวด 6 เดือนแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 2,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 802 ล้านบาท เป็นผลจากการปรับตัวที่สูงขึ้นของราคาตลาดถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ จึงส่งผลดีในภาพรวมต่อกลุ่มบริษัท รวมถึงการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินสกุลบาทต่อเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกนั้นได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและความต้องการในการใช้พลังงานของโลก บริษัทฯ ยังคงสามารถมีผลการดำเนินงานในระดับที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และบริษัทฯ ยังดำเนินมาตรการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนของราคาตลาดของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานในอนาคตอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 308 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น ธุรกิจ ถ่านหิน 194 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 41% จากไตรมาสก่อนหน้า ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 35% จากไตรมาสก่อนหน้า ธุรกิจไฟฟ้า 37 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า และธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน 7 ล้านเหรียญสหรัฐ
ธุรกิจแหล่งพลังงาน (Energy Resources) ประกอบด้วย ธุรกิจเหมืองถ่านหินซึ่งรายงานผลประกอบการที่ดี จาก ราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวดีขึ้นในขณะที่ดำเนินมาตรการการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ราคาตลาดถ่านหินโลกที่ปรับสูงขึ้น เป็นผลมาจากความต้องการใช้พลังงานจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศ ในขณะที่ผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่หลายรายเผชิญความท้าทายในการผลิตถ่านหินออกสู่ตลาด ส่งผลให้ราคาถ่านหินในตลาดโลกคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
โดยธุรกิจเหมืองถ่านหินที่ประเทศอินโดนีเซีย มีปริมาณขาย 4.9 ล้านตัน ราคาขายเฉลี่ยได้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 81.0 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่มีต้นทุนการผลิต 41.6 เหรียญสหรัฐต่อตัน
เหมืองถ่านหินในประเทศออสเตรเลีย มีปริมาณขาย 2.5 ล้านตัน ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพราะมีการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร Longwall ที่เหมือง Mandalong เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยที่ 90 เหรียญออสเตรเลียต่อตัน เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนหน้า
เหมืองถ่านหินในประเทศจีน มีส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 28 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 65% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากราคาถ่านหินในประเทศจีนปรับตัวสูงขึ้น จากความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และความต้องการจากลูกค้ากลุ่มโรงไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการในช่วงฤดูร้อน
สำหรับธุรกิจก๊าซฯ ในสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 2 ราคาขายท้องถิ่นเฉลี่ย 2.76 เหรียญสหรัฐต่อพัน ลูกบาศก์ฟุต (Mcf) โดยในไตรมาสนี้แหล่งก๊าซฯ ทั้ง 2 แหล่ง มีการผลิตที่ 60 พันล้าน ลบ.ฟุต และมีราคาขายเฉลี่ยสุทธิ 2.6 เหรียญสหรัฐต่อพันลูกบาศก์ฟุต เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากความต้องการก๊าซฯ ที่สูงขึ้นจากภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอเมริกาเหนือ และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มพลิกฟื้นจากปีที่ผ่านมา
ส่วนธุรกิจผลิตไฟฟ้า (Energy Generation) มีผลประกอบการที่สม่ำเสมอ ส่วนหลักมาจากโรงไฟฟ้า HPC ซึ่งสามารถผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ค่าความพร้อมจ่ายสูงถึง 92% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยรายงานส่วนแบ่งกำไร 35 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โรงไฟฟ้า BLCP รายงานส่วนแบ่งกำไร 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงเพื่อซ่อมแซมเหตุท่อรั่ว (tube leak) แต่ยังมีค่าความพร้อมจ่ายในระดับสูง 87% ส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CHPs) ในประเทศจีน มีผลขาดทุน 5.9 ล้านเหรียญสหรัฐ จากความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำที่ลดลงจากลูกค้าบางกลุ่ม และจากผลกระทบจากต้นทุนถ่านหินในประเทศที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่โรงไฟฟ้าซาน ซีลู่กวง (SLG) ได้ดำเนินการทดสอบการเดินเครื่องเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมในการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้ อย่างไรก็ตามในไตรมาสนี้ โรงไฟฟ้า Nakoso IGCC ในประเทศญี่ปุ่น ที่บริษัทฯ ได้เข้าไปลงทุนเมื่อเดือนเมษายน ได้รายงานส่วนแบ่งกำไรครั้งแรก 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีน มีรายได้ 8.8 ล้าน เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 27% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้มีความเข้มของแสงที่สูงขึ้น โดยรายงานอัตราความสามารถในการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) สูงถึง 16% ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น มีปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น มี Capacity Factor ที่ 17% โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Vin Chau ระยะที่ 1 ในจังหวัดซอกจัง ประเทศเวียดนาม มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 68% คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4 ของปีนี้
ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน (Energy Technology) มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าลอยน้ำขนาด 16 เมกะวัตต์ ที่นิคมหลักชัย เมืองยาง มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 60% ธุรกิจติดตั้งโซลาร์บนหลังคา มีการขยายฐานการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางมากขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการทำสัญญาเพิ่มเติมกว่า 10 สัญญาจากลูกค้ารายใหม่ 6 ราย รวม 111 กิกะวัตต์ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 1 ปี
30 ม.ค. 2569
29 ม.ค. 2569
30 ม.ค. 2569
30 ม.ค. 2569