Last updated: 10 ส.ค. 2564 | 882 จำนวนผู้เข้าชม |
ไทยออยล์ กำไรไตรมาสสองกว่า 2 พันล้านบาท
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการในไตรมาส 2/64 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 78,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,671 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า จากระดับราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันอยู่ที่ 5.2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากการที่ราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานดีขึ้น ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ปรับตัวสูงขึ้นมาก ขณะที่ตลาดสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด ยังคงมีความต้องการใช้สาร LAB ที่ดีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จาก Crude Premium ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น ทำให้ธุรกิจการกลั่นมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา และมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,286 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 2,123 ล้านบาท ลดลง 1,237 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2/63 มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 28,874 ล้านบาท มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 3,783 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 1,404 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,286 ล้านบาท เทียบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 2,048 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มีกำไรสุทธิลดลง จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,480 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้จากการขาย 151,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25,755 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบ จากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 4.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ยังมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 8,439 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 12,176 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน และมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 3,889 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 5,483 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 11,274 ล้านบาทจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
แนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมในไตรมาส 3 คาดว่าตลาดน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 หลังการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 มีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี ส่งผลให้ตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นว่าความต้องการใช้น้ำมันจะฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันอาจได้รับแรงกดดันจากอุปทานที่อาจจะเพิ่มขึ้นจากทั้งกลุ่มโอเปกพลัสและนอกกลุ่มโอเปกพลัส หลังราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง และอาจมีแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่วนราคาน้ำมันในไตรมาส 4 มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 3
ภาพรวมธุรกิจการกลั่นในช่วงไตรมาส 3 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 จากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวดีขึ้น ส่วนภาวะตลาดของสารอะโรเมติกส์ และสารพาราไซลีน ในช่วงไตรมาส 3 คาดว่าจะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 2 ส่วนในไตรมาส 4 คาดว่าตลาดสารพาราไซลีนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ส่วนตลาดสารเบนซีนในช่วงไตรมาส 3 คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 แต่ในช่วงไจรมาส 4 คาดว่าจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3
ส่วนแผนการลงทุนโครงการในอนาคต บริษัทฯ และบริษัทในกลุ่มมีแผนการลงทุนโครงการในอนาคต ตั้งแต่ปี 2564 ถึง ปี 2567 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,431 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานสะอาด (CFP) 1,902 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเงินลงทุนในธุรกิจโอเลฟินส์ของบริษัทฯ โดยผ่านการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tbk ประมาณ 1,183 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และโครงการอื่นๆ
7 เม.ย 2569
5 เม.ย 2569
7 เม.ย 2569
7 เม.ย 2569