กระทรวงพลังงาน

Last updated: 3 พ.ย. 2564  |  706 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กระทรวงพลังงาน

พน. เตรียมเสนอ กพช. ลดเงินกองทุนอนุรักษ์ฯ 5 สต.

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนา เรื่อง "เจาะลึกราคาน้ำมันไทย แพงจริงหรือ" ว่า กระทรวงพลังงานจะมีการเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่จะประชุมวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ให้พิจารณาลดการจัดเก็บเงินน้ำมันเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จาก 0.10 บาทต่อลิตร เหลือ 0.05 สตางค์ต่อลิตร เพื่อช่วยลดกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

โดยการดูแลราคาน้ำมันในปัจจุบัน มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากน้ำมันเบนซินไม่ผสมเอทานอล แล้วนำมาชดเชยน้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมของเอทานอล คือ E20 และ E85 จนเหลือ 0 บาท ส่วนน้ำมันดีเซล กองทุนน้ำมันฯ ได้นำเงินมาชดเชยน้ำมันดีเซล B7 และ B10 ที่ 2 บาท ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร และใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯ อีก 4 บาท เพื่อตรึงราคา B20 ที่มีรถบรรทุกกับรถกะบะใช้อยู่ นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ ยังนำเงินไปตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม ตั้งแต่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่รอบแรกในปี 2563 จนกระทั่งปัจจุบัน ส่งผลให้เงินกองทุนที่มีอยู่เกือบ 40,000 ล้านบาท ในปี 2563 ตอนนี้เหลือเพียง 7,144 ล้านบาท

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีการอนุมัติให้กองทุนน้ำมันฯ สามารถกู้เงินเพื่อเติมอีก 20,000 ล้านบาท เพื่อมาพยุงฐานะของกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้มีเงินในกองทุนน้ำมันที่จะใช้สำหรับตรึงราคาได้ถึงเดือนเมษายน 2565 ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ เบื้องต้นจะเป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ เข้ามาเป็นช่วง ๆ เพื่อเสริมสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ

นายกุลิศ กล่าวว่า โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ จะมีการอ้างอิงใน 2 ส่วน คือ 1.ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น และ 2.ราคาขายปลีก โดยมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ และกองทุนอนุรักษ์ฯ และมีการเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเทศบาล ในปี 2562 ได้ยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ เดิมออกมาเป็นพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ จะเป็นกลไกในการช่วยลดผลกระทบกับประชาชน โดยรัฐบาลจะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปจ่ายค่าชดเชยบางส่วนให้กับผู้ค้าน้ำมัน เพื่อตรึงราคาในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น และในภาวะปกติจะมีการเก็บเงินเข้าไปไว้ในกองทุนน้ำมันฯ สำหรับเป็นทุนในการรับมือภาวะน้ำมันแพงรอบใหม่

การที่ประเทศไทยต้องมีการอ้างอิงราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน ไม่ได้เป็นประเทศที่ผลิตน้ำมัน โดยมีการจัดหาน้ำมันดิบประมาณ 965,000 บาร์เรลต่อวัน จากตะวันออกกลาง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐฯ รัสเซีย เป็นต้น ประมาณ 89% และผลิตเองได้ 11% หรือประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศจึงเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันใตตลาดโลก ซึ่งตลาดการค้าน้ำมันถือเป็นตลาดเสรี เนื่องจากภาครัฐไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา

ทางด้าน นายดิษทัต ปันยารชุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มตึงตัวอยู่ในระดับสูง จากปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังสถานการณ์โควิด-19 กำลังการผลิตน้ำมันดิบ การเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว และการเปิดประเทศให้มีการเดินทางท่องเที่ยว โดยประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 ถึงไตรมาส 1 ปี 2565 จะมีราคาเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และมีโอกาสจะขยับขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หากปัจจัยที่กล่าวมามีแนวโน้มที่ขยับไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 67-69 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 43 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ในปี 2565 นักวิเคราะห์มองว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลก อาจจะเฉลี่ยอยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากการตึงตัวด้านการผลิตที่มีน้อยกว่าความต้องการใช้ จึงชัดเจนว่าราคาน้ำมันในปีหน้าจะยืนอยู่ในระดับสูงอย่างแน่นอน

โดยสิ่งที่ต้องจับตามองมากที่สุด คือ การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 จะมีทิศทางในเรื่องกำลังการผลิตอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มว่าจะคงมติการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนธันวาคม 2564 เพียง 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ตามข้อตกลงเดิม แต่ทางสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ประเมินว่าความต้องการที่แท้จริงจะต้องมีการผลิตเพิ่มอีกกว่า 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากไม่มีการปรับเพิ่มตัวเลขการผลิต จะส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ปัจจุบันกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกรวมกัน 27.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 30% ของการผลิตของโลก

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้