ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

Last updated: 10 พ.ย. 2564  |  699 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

ไทยออยล์ 9 เดือนกำไร 7.54 พันล้านบาท

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 2,062,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 715,289 ล้านบาท มีรายได้จากการขาย 82,777 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,234 ล้านบาท ตามราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน

โรงกลั่นไทยออยล์มีอัตราการใช้กำลังการกลั่น 92% ลดลง 6% จากไตรมาส 2 จากการปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และมีปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยรวม ลดลงจากไตรมาสก่อน 4%

ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขาย 79,960 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,840 ล้านบาท จากระดับราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาและยุโรป โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน 5.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวดีขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาดปรับตัวดีขึ้น จากอุปทานที่ตึงตัวจากการปิดซ่อมบำรุงของโรงผลิตสาร LAB ในประเทศจีน และอินเดีย ส่วนตลาดสารอะโรเมติกส์ส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและอุปทานที่ตึงตัว แต่ส่วนต่างราคาสารเบนซีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ได้รับแรงกดดันจากการควบคุมการใช้ไฟฟ้าในจีนหลังประสบปัญหาขาดแคลนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า ขณะที่ตลาดน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานและยางมะตอยปรับตัวลดลงหลังอุปทานในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นและสภาพ ภูมิอากาศในช่วงฤดูมรสุมทำให้อุปสงค์ลดลง ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3 ปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการใช้น้ำมันดิบที่เริ่มฟื้นตัวหลังประชากรโลกได้รับการฉีดวัคซีน และหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ประกอบกับอุปทานน้ำมันดิบตึงตัวจากสถานการณ์พายุเฮอริเคนไอดา อีกทั้งราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3

ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 3,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132 ล้านบาท จากไตรมาส 2 และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน 10.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม มีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 280 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 209 ล้านบาท เมื่อรวมผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ 479 ล้านบาท กลุ่มไทยออยล์มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม (EBITDA) 6,784 ล้านบาท ลดลง 219 ล้านบาท จากไตรมาสที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 1,429 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 386 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของสัญญาคุ้มครองความเสี่ยงราคาสินค้า และมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,228 ล้านบาท เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจากสิ้นไตรมาสก่อน

ในไตรมาส 3 กลุ่มไทยออยล์มีการใช้ Hedge Accounting ภายใต้มาตรฐานบัญชี TFRS9 เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างภาระหนี้สินสกุลเหรียญสหรัฐฯ กับรายได้จากการขายในรูปของเงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ และรายได้สกุลเงินบาทที่อ้างอิงกับสกุลเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งช่วยลดความผันผวนของผลกระทบกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนในงบกำไรขาดทุน

นอกจากนี้ บริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด (TET) ดำเนินการขายหุ้น บริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด (UBE) ที่ถืออยู่ไม่เกิน 5% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ UBE ภายหลังการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนเพื่อ IPO ของ UBE โดยดำเนินการพร้อมกับการเสนอขายหุ้น IPO ของ UBE ซึ่ง UBE ได้ทำการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในช่วงเดือนกันยายน และเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2564 จากรายการดังกล่าว ทำให้กลุ่มไทยออยล์มีสัดส่วนการถือหุ้น UBE ลดลงจาก 21.3% เป็น 12.4% และรับรู้กำไรก่อนภาษี 624 ล้านบาท

กลุ่มไทยออยล์ได้จัดตั้ง บริษัท PT TOP Investment Indonesia (TII) ขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 และในเดือนกันยายนที่ผ่านมา TII เข้าลงทุนใน บริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ในประเทศอินโดนีเซีย ในสัดส่วน 15% ของหุ้นทั้งหมดของ CAP ทั้งนี้ TII สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรขาดทุนจากการลงทุนใน CAP โดยการบันทึกบัญชีแบบวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป

ส่วน 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 7,545,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 10,588,838 ล้านบาท และมีรายได้จากการขาย 231,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48,598 ล้านบาท มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 4.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ยังมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 12,354 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 9,190 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนปี 2563 และมี EBITDA 22,060 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุน EBITDA 5,549 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้