พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)

Last updated: 9 มี.ค. 2565  |  1591 จำนวนผู้เข้าชม  | 

พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)

PTG ปรับตัวเป็น Co-Created Ecosystem

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประกาศแผนธุรกิจ 5 ปี (ปี 2565-2569) มีเป้าหมายชัดเจนในการทรานฟอร์มธุรกิจจาก Oil - Non oil เป็นธุรกิจ Co-Create Ecosystem เพื่อเชื่อมให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่ “อยู่ดี มีสุข” ในทุกด้านของช่วงชีวิต และให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

โดยธุรกิจหลักที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโต ประกอบด้วย 8 ธุรกิจหลัก คือ 1.ธุรกิจน้ำมันและแก๊ส 2.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 3.ธุรกิจ Retail แบบที่เป็น Offline to Online 4.ธุรกิจขับเคลื่อนยานยนต์โลจิสติกส์และซัพพลายเชน 5.ธุรกิจซ่อมบำรุง 6.ธุรกิจสุขภาพ ทั้งกายและใจ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย 7.ธุรกิจ Digital Platform ทั้งการเงินและ Lifestyle และ 8.พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด

โดยธุรกิจเหล่านี้เป็นเมกะเทรนด์ของโลกในอนาคต และเป็นธุรกิจที่จะสนับสนุนให้กำไรจากธุรกิจ Non-oil เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2569 และจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจเดิมของพีทีแข็งแรงขึ้น ลูกค้าของเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านการใช้สินค้าและบริการภายใต้เครือข่ายของพีทีทั้งพันธมิตรจากภายในและภายนอก ภายใต้รูปแบบการบริหารสร้างเครือข่าย Co-Created Ecosystem

การขยับธุรกิจสู่ Co-Created Ecosystem หรือการทำธุรกิจแบบสร้างเครือข่าย ผ่านการสร้างสรรค์ร่วมกับพันธมิตร บริษัทคาดหวังว่าในอีก 5 ปี ข้างหน้าจะสามารถสร้าง Touchpoint ให้เพิ่มขึ้นเป็น 268,202 Touchpoint แบ่งเป็น Oil 2,694 Touchpoints และ Non-oil 265,508 Touchpoint จากปีนี้ที่มี Touchpoint ที่เป็น Oil 2,114 จุด จะมาทั้งจาก Offline to Online และ Touchpoint อื่น และคาดว่าจะมีร้านค้าที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตร 60,000 โชห่วย ร้านกาแฟจะมี 3,000 สาขา รวมถึง Platform Partners ต่าง ๆ และจะมีการ Redeem แต้มสูงถึง 10,000 ล้านแต้ม และมีจำนวนสมาชิก 30 ล้านสมาชิก จากปัจจุบัน 17 ล้านสมาชิก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยเป็นผู้ใช้งานบนออนไลน์ 25%

นอกจากนี้จะทรานฟอร์ม ไปสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่จะเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้ามาใช้บริการ รวมถึงช่วยเชื่อมต่อกับบริการอื่น ๆ ที่ประกอบด้วย บริการทางด้านการเงิน (financial service) เช่นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet, lending), auto insurance และ lifestyle app และในอนาคตพีทีไม่ได้ทำธุรกิจเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่จะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ หรือจะก้าวสู่การเป็น Global Company

นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมแผนรุกธุรกิจนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker) โดยร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด ซึ่ง PTG จะถือหุ้น 35% ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

ขณะที่ บริษัท แมกซ์เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการลงทุนในระยะกลางและยาว ด้วยการเข้าไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ เช่น Nex Pharma, Pavitree พาทัวร์ และลงทุนใน 360 Truck ซึ่งเป็น Platform สำหรับ match รถบรรทุกที่ว่างกับผู้ที่ต้องการว่าจ้างงาน ซึ่งการเติบโตของ Platform นี้ จะทำให้ Max World แข็งแรงขึ้น และเป็น Enabler ที่ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่กล่าวมาเติบโตขึ้นรวมถึงสร้าง New Business ให้กับบริษัทฯ โดยตั้งเป้าขยายไปยังธุรกิจใหม่ ๆ ปีละ 3-5 ธุรกิจ

ในปีนี้บริษัทฯ คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะอยู่ที่ประมาณ 15-20% โดยคาดว่าปริมาณการขายน้ำมันคาดว่ายังเติบโต 8-12% จากสิ้นปีก่อนปริมาณจำหน่ายน้ำมันอยู่ที่ 5,020 ล้านลิตร ขณะที่ธุรกิจก๊าซหุงต้ม (LPG) คาดว่าปริมาณการขายจะเติบโต 50-60% ตามแผนการขยายสาขา Gas Shops อีก 80 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 178 สาขา Kiosk Shops อีก 100 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 443 สาขา และโรงบรรจุก๊าซ อีก 20 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 20 สาขา รวมถึงการขยายไปสู่ธุรกิจการซ่อมถัง ผลิตถัง และขยายตลาดใหม่ ๆ ไปในกลุ่มภูมิภาคนี้ อีกทั้งการออกถังใหม่ (New SKU) ซึ่งเป็นถังที่ผลิตจากสแตนเลส ที่มีความคงทน มีน้ำหนักเบา และเป็นถังที่สามารถให้ความร้อนจากเนื้อก๊าซได้มากกว่าถังเหล็ก ทำให้ประหยัดการใช้ก๊าซภายในเดือนเมษายนนี้

บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมนำธุรกิจก๊าซ LPG และธุรกิจปาล์มคอมเพล็กซ์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้

สำหรับการลงทุนในปีนี้มีงบประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ขยายสถานีบริการน้ำมันและก๊าซ LPG จำนวน 80-100 สาขา คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท ลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Non-oil ประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท และลงทุนในธุรกิจใหม่ (New Business) ประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้ธุรกิจ Non-oil ในปีนี้จะมีรายได้เติบโตขึ้น 80-90%

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้