บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

Last updated: 16 มี.ค. 2565  |  1212 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

BGRIM ตั้งเป้านำเข้า LNG ล็อตแรก 5 แสนตัน ม.ค.66

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% ได้ลงนามร่วมกับบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTT LNG Limited) ในสัญญาการใช้ความสามารถการให้บริการสถานี (Terminal Use Agreement - TUA) ในการขอใช้บริการสถานี PTT LNG Terminal (LMPT-1) แห่งที่ 1 เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จำนวน 5 แสนตันต่อปี เป็นระยะเวลา 7 ปี (ปี 2566-2572)

โดย บี.กริม แอลเอ็นจี ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) รวม 1.25 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะมีการนำเข้าล็อตแรก 5 แสนตันต่อปี ในเดือนมกราคม 2566 เพื่อนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัท 18 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการ SPP Replacement 5 โรง กำลังการผลิตรวม 700 เมกะวัตต์ ที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD)ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

บริษัทได้เตรียมความพร้อมในการเจรจาสัญญาซื้อ LNG กับผู้ขายชั้นนำของโลก เป็นสัญญาระยะยาว ซึ่งได้ราคาถูกกว่าราคาในตลาดจร และราคาเฉลี่ยระยะยาวถูกกว่า Pool Gas อาทิ หากนำเข้าในปีนี้ราคาเฉลี่ยก๊าซของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อล้านบีทียู เทียบกับ ราคา Pool อยู่ที่ประมาณ 400-450 บาทต่อล้านบีทียู ดังนั้นการนำเข้า LNG จะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนผลิตไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมในการขอใช้บริการสถานี LMPT-1 แห่งที่ 1 กับบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด โดยได้ยื่นจอง LMPT-1 กับ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 จำนวน 5 แสนตันต่อปี เป็นระยะเวลา 7 ปี

นอกจากนี้ในส่วนของโควต้า LNG ส่วนที่เหลืออีก 7.5 แสนตันต่อปี บริษัทมีแผนนำเข้า เพื่อขายให้กับลูกค้าโรงไฟฟ้านอกกลุ่มบริษัท รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ LNG ปัจจุบันได้มีการเจรจากับลุกต้าแล้วหลายราย ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม คาดว่าจะนำเข้าได้ครบทั้ง 1.25 ล้านตัน ในปี 2569 เนื่องจากแนวโน้มราคา LNG ในช่วงดังกล่าวคาดว่าจะถูกลง นอกจากนี้บริษัทยังมองถึงการต่อยอดธุรกิจ LNG ในอนาคต อาทิ การสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีสัญญาซื้อก๊าซกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อีก 75% เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าของบริษัท ขณะที่การนำเข้า LNG มาใช้เองคิดเป็นสัดส่วน 20-25% ของความต้องการีใช้ก๊าซทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 2.5 ล้านตันต่อปี

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2565 ยังคงเติบโต จากยอดขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่ต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นนั้น ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. 75% สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ ส่วนที่เหลือขายให้กับกลุ่ม IU ก็จะได้รับผลกระทบจากมาร์จิ้นที่ลดลง อย่างไรก็ตามบริษัทยังมั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตตามเป้าที่ 15-20% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่าจะสามารถปิดดีลซื้อกิจการ(M&A) ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศประมาณ 2-3 ดีลในเร็วๆ นี้ รวมทั้งตั้งเป้ากำลังการผลิตใหม่ปีนี้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายใต้งบลงปีนี้ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทมีความพร้อมด้านการเงิน

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้