พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

Last updated: 29 พ.ค. 2565  |  432 จำนวนผู้เข้าชม  | 

พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

GC เผย Allex สร้างกำไรเพิ่มขึ้น 50% ในอีก 4 ปี

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) เปิดเผยว่า ในปี 2565 จะไม่มีดีลควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ขนาดใหญ่ แต่คาดว่าจะมีดีลเล็ก ๆ ที่จะซื้อเข้ามาในปีนี้ เนื่องจากปีก่อนได้เข้าไปลงทุนในโครงการใหญ่ คือ เข้าไปซื้อ Allnex Holding GmbH (Allnex) และเข้าไปทำ Tender Offer บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) หรือ VNT เพราะต้องการบริหารจัดการ Allex กับ VNT ให้มีศักยภาพมากขึ้น และเก็บเกี่ยวผลกำไรจากการเข้าไปลงทุน ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 คาดว่าจะเห็นดีล M&A เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการที่เป็น High Value Business และ Performance ที่เป็นที่ต้องการของตลาด และมีมาร์จิ้นดี รวมทั้งมีการลงทุนใน Venture Capital ในธุรกิจสตาร์ทอัพที่เป็นธุรกิจ New S-Curve และธุรกิจ Carbon capture Storage หรือ Carbon capture Storage Utilization

โดยในปีนี้บริษัทฯ จะเร่งทำ Snergy กับ Allnex ซึ่งพบว่า Allnex จะทำให้มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นอีก 50% ใน 4 ปีข้างหน้า โดยประเมินว่า Allnex จะมี EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 600 ล้านยูโร ในปี 2569 ซึ่งดีกว่าที่บริษัทฯ คาดการณ์ไว้จากเดิมจะมี EBITDA เพียง 400 ล้านยูโร/ปี โดยที่บริษัทฯ ไม่ต้องใส่เงินเพิ่ม เพราะ Allnex มีกระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงาน มาขยายกิจการของตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม Allnex มีแผนลงทุนเพิ่มเติมในประเทศจีน ซึ่งมีโรงงานอยู่แล้วหลายโรงงาน แต่จะขยายโรงงานเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น และจะขยายโรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันในภูมิภาคนี้มีโรงงานในประเทศไทย และมาเลเซีย

โดยการเข้าไปซื้อกิจการของ Allex เข้ามา ทำให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน และมีการรับรู้รายได้และกำไรจาก Allex เข้ามาเต็มปี

สำหรับ Allnex เป็นผู้นำในธุรกิจผลิตภัณฑ์ Coating Resins ในระดับโลก โดยผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มสารเคลือบและสารเติมแต่งสำหรับใช้กับวัสดุทุกประเภท เช่น ไม้ เหล็ก พลาสติก เป็นต้น รวมถึงเป็นผู้นำในการนำเสนอโซลูชันการพัฒนาแอปพลิเคชันการเคลือบต่าง ๆ โดยมีโรงงานการผลิตที่ทันสมัย 33 แห่ง ใน 18 ประเทศ และมีศูนย์การวิจัยและเทคโนโลยีอีก 23 แห่ง โดยมีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านยูโร

ส่วนการซื้อหุ้นใน VNT บริษัทฯ ได้เสร็จสิ้นการทำคำเสนอซื้อหุ้น VNT จำนวน 151,149,415 หุ้น ที่ราคา 39 บาทต่อหุ้น และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีคำสั่งเพิกถอนหุ้นสามัญของ VNT จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นใน VNT ของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจากเดิม 24.98% เป็น 37.82% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการปรับโครงสร้างและจัดตั้งบริษัทใหม่ เพื่อขยายตลาด Poly Vinyl Chloride (PVC) และ Vinyl Chloride Monomer (VCM) ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิต PVC ไปสู่ประเทศ CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยจะมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งจะทำให้ GC เป็นผู้นำในตลาด PVC ในภูมิภาคนี้

สำหรับผลประกอบการในปีนี้ คาดว่าจะดีกว่าปีก่อน แม้ว่าจะมีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานโอเลฟินส์ ทำให้กำลังการผลิตลดลงเล็กน้อย แต่มีการรับรู้รายได้และกำไรจาก Allnex รวมทั้งโรงงานของคูราเร่ที่เดินเครื่องจักรผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงในปีนี้ ส่วนธุรกิจโรงกลั่นแม้ว่ามาร์จิ้นการกลั่นสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัทฯ เนื่องจากผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นกว่า 50% นำไปทำปิโตรเคมีต่อ ขณะที่ตลาดปิโตรเคมีไม่ดีเมื่อเทียบปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

ส่วนความคืบหน้าของโครงการต่าง ๆ ประกอบด้วย โครงการ Olefins 2 Modification (OMP) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของวัตถุดิบ จะทำให้ผลิตโพรพิลีนเพิ่มขึ้น 63,000 ตัน/ปี จะเริ่มเดินเครื่องไตรมาส 1 ปี 2566

โครงการผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง ของบริษัท Kuraray GC Advanced Material (KGC) บริษัทร่วมทุนระหว่าง Kuraray, Sumitomo ของประเทศญี่ปุ่น กับ GC อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ผลิต High Heat Resistant Polyamide-9T (PA-9T) 13,000 ตันต่อปี และ Hydrogenated Styrenic Block Copolymer (HSBC) 16,000 ตันต่อปี เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอีเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง

โครงการพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (Recycle Plant) ของบริษัท เอ็นวิคโค จำกัด (ENVICCO) เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลประเภท rPET และ rHDPE กำลังการผลิต 45,000 ตันต่อปี แบ่งเป็น กำลังการผลิต rPET 30,000 ตันต่อปี และ rHPDE 15,000 ตันต่อปี คาดว่าผลิตเชิงพาณิชย์ได้ใน ไตรมาส 2 ปี 2565

และโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ระยะที่ 1 จะเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2566 โดยมีกำลังการผลิตเอทานอล 186,000 ตัน/ปี และระยะที่ 2 อยู่ในขั้นตอนการในการก่อสร้างเพื่อผลิตพลาสติกชีวิภาพ (PLA) มีกำลังการผลิต 75,000 ตัน/ปี

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้