Last updated: 31 พ.ค. 2565 | 1651 จำนวนผู้เข้าชม |
กลุ่มโรงกลั่น ออกตัวน้ำมันขึ้นไม่ได้กำไรมาก
นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้ชาติพันธมิตรยกระดับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย เช่น สหรัฐฯ สั่งห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ขณะที่อังกฤษก็ได้ประกาศยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียภายในสิ้นปี 2565 รวมถึงยุโรปมีแผนที่จะลดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียลง 2 ใน 3 ภายในปีนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นและมีความผันผวนอย่างมาก ทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ส่งผลต่อผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันด้วย ซึ่งกลุ่มโรงกลั่นได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
จากประเด็นที่กล่าวถึงกันในสังคมว่า ค่าการกลั่นที่โรงกลั่นน้ำมันได้รับนั้นสูงขึ้นกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นเพราะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินหรือดีเซลเทียบกับน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นมาตลอด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ค่าการกลั่นไม่ได้คำนวณจากส่วนต่างราคาของน้ำมันเบนซินและดีเซลเทียบกับราคาน้ำมันดิบอ้างอิงเท่านั้น แต่ต้องนำส่วนต่างราคาเฉลี่ยของน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดตามสัดส่วนการผลิต (%Yield) ที่โรงกลั่นผลิตได้ ซึ่งรวมถึงก๊าซหุงต้ม หรือน้ำมันเตาที่มีราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบ มาคำนวณรวมทั้งหมดเทียบกับราคาน้ำมันดิบที่ซื้อจริง ซึ่งรวมค่าพรีเมียมของน้ำมันดิบ (Crude Premium) หรือราคาส่วนเพิ่มเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบอ้างอิง และค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากแหล่งผลิตมายังประเทศไทย เช่น ค่าขนส่งน้ำมันดิบทางเรือ ค่าประกันภัย เป็นต้น รวมถึงต้องหักลบต้นทุนค่าพลังงานความร้อน ค่าน้ำและค่าไฟที่ใช้ในการกลั่นอีกด้วย
ทั้งนี้ ค่าการกลั่นที่คำนวณได้ดังกล่าวยังไม่สะท้อนกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น เนื่องจากยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาและภาษี เป็นต้น เมื่อนำค่าการกลั่นมาหักลบกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงกำไร/ขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงด้านราคา (Hedging) และสต๊อกน้ำมัน จึงจะสะท้อนกำไรสุทธิที่โรงกลั่นน้ำมันได้รับจริง
รูปภาพด้านล่าง เป็นการแสดงองค์ประกอบของราคาต่าง ๆ ที่นำมาคำนวณเป็นประมาณการค่าการกลั่นในไตรมาสที่ 1 ปี 2565

หากพิจารณากำไรที่แท้จริงที่กลุ่มโรงกลั่นได้รับ จะเห็นว่าไม่ได้มีกำไรสูงตามราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา อีกทั้งกลุ่มโรงกลั่นยังเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา หากราคาน้ำมันมีทิศทางปรับตัวลดลงในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามวงจรของธุรกิจน้ำมันที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง โดยดูได้จากในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด และกลุ่มโรงกลั่นขาดทุนสต๊อกน้ำมันในปี 2563 เป็นจำนวนเงินรวมสูงกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มโรงกลั่นยังคงต้องแบกรับการขาดทุนมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่นได้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สามารถแข่งขันกับโรงกลั่นน้ำมันต่าง ๆ ในภูมิภาคได้ และเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาครัฐ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยยึดหลัก ESG (Environment, Social and Governance) ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล อาทิ โครงการลงทุนเพื่อผลิตน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 ที่ต้องใช้เงินลงทุนรวมประมาณกว่า 50,000 ล้านบาท เป็นต้น
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569