สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน)

Last updated: 15 ส.ค. 2565  |  296 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน)

SCN อวดกำไร Q2/65 พุ่ง 112.12%
ลุ้นกำไร New High ตั้งแต่เข้า SET

บมจ.สแกน อินเตอร์ หรือ SCN อวดผลงบ Q2/2565 กำไรทะยานแตะ 112.12% หรือ 34.6 ล้านบาท รับอานิสงส์ธุรกิจก๊าซธรรมชาติโตเด่น ซีอีโอ "ดร.ฤทธี กิจพิพิธ" ลุ้นปี 2565 ทำผลงาน New High นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมขยายฐาน Solar Rooftop ในรูปแบบ Private PPA เต็มพิกัด ปูทางหนุนธุรกิจเติบโตระยะยาวเพิ่ม

ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เปิดเผยว่า ผลการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 2/2565 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ จำนวน 34.6 ล้านบาท เติบโตขึ้น 112.12% จากปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิ จำนวน 16.3 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายและบริการ จำนวน 341.3 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการประกอบธุรกิจที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีแรงหนุนจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่เติบโตอย่างโดดเด่นทั้งในส่วนของเอ็นจีวี (NGV) และก๊าซธรรมชาติอัด (iCNG) จากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

ธุรกิจก๊าซธรรมชาติช่วยดัน Q2 เติบโต

สำหรับก๊าซธรรมชาติ NGV ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความต้องการก๊าซธรรมชาติ NGV เพิ่มสูงขึ้นจากกลุ่มผู้ประกอบการภาคเอกชนมีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังส่งผลดีต่อก๊าซธรรมชาติแรงอัด iCNG ขยายตัวมากขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่ก๊าซธรรมชาติอัดสำหรับภาคอุตสาหกรรมนั้น สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นหลังจากช่วงที่ผ่านมาบริษัท เครือข่ายก๊าซ ไทย-ญี่ปุ่น จำกัด (Thai-Japan Gas Network หรือ TJN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SCN ได้ร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตร จากประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท Shizuoka Gas Company Limited โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 49% ส่งผลให้ฐานลูกค้าขยายเพิ่มมากขึ้น

“อัตรากำไรของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ เติบโตขึ้น 210.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติจึงกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ยังหันมาสนใจใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนมากขึ้น เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ ที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังมีราคาถูกกว่าด้วย”

ในส่วนของโครงการซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date : COD) เพิ่มขึ้นอีก 3 โครงการ รวมกำลังการผลิตที่ COD แล้ว 12 เมกะวัตต์ และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้ง บนหลังคา COD เพิ่มอีก 3 โครงการ โดยปัจจุบัน COD ไปแล้วรวม 21 โครงการ โดยมีขนาดกำลังการผลิตรวม 12 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตในมือทั้งหมดกว่า 19 เมกะวัตต์ ทำให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการฯ ทั้งหมดจำนวนกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีเป้าหมายที่จะขยายกำลัง การผลิตอย่างต่อเนื่องภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) นอกเหนือจากธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ลุ้นสร้างกำไร New High ต่อเนื่อง

"จากกำไรในไตรมาส 1/2565 และไตรมาส 2/2565 ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีกำไรในช่วงครึ่งปีแรก 2565 กว่า 300 ล้านบาท และประเมินว่าแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 มีโอกาสที่จะสร้างผลงานการเติบโตสูงสุดใหม่ของบริษัทฯ นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (New High)"

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) และจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ถือเป็นหนึ่งในอีกธุรกิจที่จะสามารถสร้างผลกำไรเติบโตได้เกินคาด และมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราค่าไฟฟ้าทั่วไปที่ขยับสูงขึ้น ทำให้บริษัทฯ มีแนวทางขยายฐานธุรกิจในส่วนนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้ผลประกอบการเติบโตมากขึ้นในอนาคต

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้