Last updated: 4 ต.ค. 2565 | 2918 จำนวนผู้เข้าชม |
กฟผ. เดินหน้าระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดในไทย
จากนโยบายด้านพลังงานของประเทศ ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจึงต้องมีมากขึ้น ซึ่งระบบกักเก็บพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญของการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน ช่วยลดความผันผวน ทำให้โครงข่ายระบบไฟฟ้ามีความทันสมัย ยืดหยุ่น (Grid Modernization) สามารถนำพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม สร้างความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าในภาพรวม
นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. ได้มีการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System : BESS) ที่เชื่อมต่อกับระบบส่งไฟฟ้า (Grid Scale) โดยทำโครงการนำร่องที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 21 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) และสถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ กำลังผลิตไฟฟ้า 16 MWh ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยสามารถตอบสนองต่อระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าได้ภายในเวลาไม่เกิน 200 มิลลิวินาที ช่วยรักษาเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ที่เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจำนวนมาก จึงมีความผันผวนค่อนข้างสูง
สำหรับแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จะทำหน้าที่กักเก็บพลังงานในช่วงที่ระบบมีความต้องการไฟฟ้าต่ำ (Off Peak) และจ่ายไฟฟ้าคืนสู่ระบบ เพื่อชดเชยกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนในช่วงบ่าย ลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงหัวค่ำ และลดความหนาแน่นของสายส่งไฟฟ้า โดยแบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากในพื้นที่จำกัด สามารถจ่ายไฟและชาร์จไฟได้เร็ว มีอายุการใช้งานได้นานถึง 15 ปี
กฟผ. ยังได้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานด้วยพลังน้ำขนาดใหญ่สำหรับระบบไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุด และเป็นพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีศักยภาพในการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว โดยจะนำพลังงานไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยสูบน้ำจากเขื่อนด้านล่างขึ้นไปกักเก็บไว้ยังอ่างพักน้ำตอนบน เมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หรือไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนไม่เสถียร ก็สามารถปล่อยน้ำผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากลับลงมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันที
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 3 แห่ง กำลังการผลิตรวม 1,531 เมกะวัตต์ (MW) ได้แก่ โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จังหวัดนครราชสีมา กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ และเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก กำลังผลิต 171 เมกะวัตต์ และมีแผนดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ กำลังผลิต 801 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา คาดว่าจะจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ในปี 2578
นอกจากนี้ ที่ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ยังมีอาคารศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง ซึ่งยกระดับเป็นอาคาร Green Energy ใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานไฟฟ้า แบ่งปันข้อมูล ความรู้ และภารกิจของ กฟผ. ซึ่งเปิดให้บริการเข้าเยี่ยมชมตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 มีผู้เข้าเยี่ยมชมแล้วกว่า 100,000 คน
โดยอาคารศูนย์การเรียนรู้ฯ ออกแบบให้มีการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนถึง 3 ประเภท ได้แก่ ไฟฟ้าจากโครงการกังหันลมลำตะคอง ไฟฟ้าจากระบบ wind hydrogen hybrid และไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคาร โดยพลังงานหมุนเวียนที่ใช้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของอาคารศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้ทั้งหมดที่ประมาณ 300,000 หน่วยต่อปี และยังสามารถส่งจ่ายไฟฟ้าที่เหลือเข้าสู่ระบบได้อีกด้วp
นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้ฯ ยังได้รับรางวัลดีเด่น Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 13 ประจำปี 2564 ด้านแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งเป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งได้รับรางวัล The Best of SHA Awards 2021 ระดับดีเยี่ยม ประเภทนันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยวของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อีกด้วย
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569