Last updated: 4 ม.ค. 2566 | 712 จำนวนผู้เข้าชม |
กองทุนน้ำมันฯ เตรียมกู้เงินรอบ 2 อีก 3 หมื่นล้านบาท
นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับแล้วภายใต้กรอบวงเงินรวม 1.5 แสนล้านบาท ทาง สกนช. ได้ดำเนินการกู้เงินรอบแรก 3 หมื่นล้านบาทเรียบร้อยแล้ว โดยกู้เงินจากธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสิน โดยทยอยกู้เป็นก้อนแบ่งเป็น 5 พันล้านบาท จำนวน 4 ครั้ง และอีก 1 หมื่นล้านบาท ในรอบหลัง โดยนำเงินไปทยอยชำระหนี้คู่ค้าน้ำมัน
ส่วนกรอบวงเงินที่เหลืออีก 1.2 แสนล้านบาท ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะมีการประชุมวันที่ 9 มกราคม นี้ เพื่อนำกรอบเงินกู้ดังกล่าวเข้าไปพิจารณาบริหารกรอบหนี้สาธารณะรวมของประเทศ หลังจากนั้นจะนำเสนอ ครม.เห็นชอบต่อไป ว่าจะให้ สกนช. ดำเนินการกู้อย่างไร แต่ทาง สกนช. คาดหวังว่าจะได้รับการอนุมัติกรอบเงินกู้ครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท และจะต้องเร่งประสานงานเพื่อบริหารให้พิจารณาทั้งหมดภายในปีนี้ เพื่อให้เป็นตามกรอบที่กำหนดไว้ภายใน 1 ปี ตามที่ ครม.อนุมัติกรอบเวลาไว้
ปัจจุบันประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ วันที่ 1 มกราคม 2566 มีฐานะสุทธิติดลบ 121,491 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 77,191 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 44,300 ล้านบาท โดยในช่วงนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ทำให้สามารถจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้ ประกอบด้วย ดีเซลอยู่ที่ 3.72 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 อยู่ที่ 1.70 บาทต่อลิตร E85 และ E20 อยู่ที่ 0.010 บาทต่อลิตร ขณะที่ LPG กองทุนน้ำมันฯ ยังคงอุดหนุนอยู่ที่ 6.12 บาทต่อกิโลกรัม โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ เริ่มมีเงินไหลเข้าสะสม 8 พันล้านบาท
ในปี 2566 การประเมินราคาน้ำมันดีเซลเบื้องต้นคาดว่าเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 105-150 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เทียบกับราคาเฉลี่ยปี 65 อยู่ที่ 135.54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ สกนช. ยังคงบริหารกองทุนน้ำมันฯ ในระยะสั้นให้ราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร แต่ยังไม่สามารถลดราคาขายปลีกดีเซลได้ แม้ว่าราคาตลาดโลกจะลดลง เนื่องจากยังมีภาระหนี้สูงมากจากการตรึงราคาที่ผ่านมา ประกอบกับยังมีภาษีสรรพสามิตดีเซลที่ลดลงไป 5 บาทต่อลิตร ที่ยังต้องรอการพิจารณาจากกระทรวงการคลังว่าจะขยายเวลาลดภาษีต่อไปหรือไม่ จากที่จะสิ้นสุดวันที่ 20 ม.ค.66 ส่วน LPG ตรึงไว้ 408 บาทต่อถัง 15 กก. จะสิ้นสุด 31 ม.ค.66 ก็ต้องรอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบว่าจะมีนโยบายอย่างไร
โดยปี 2565 สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเหตุการณ์สู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.65 จนเป็นวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันฯ ได้ขับเคลื่อนมาตราการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และผู้ประกอบการ เช่น การทยอยปรับราคา LPG แบบขั้นบันได จากที่ตรึงไว้ 318 บาท/ถัง 15 กก. มาอยู่ที่ 408 บาท/ถัง 15 กก. และการบริหารราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม จากที่ตรึงไว้ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร มาอยู่ที่ไม่เกิน 35 บาท/ลิตร ในปัจจุบัน โดยฐานะกองทุนน้ำมันฯ เมื่อสิ้นเดือน พ.ย.65 มีสถานะติดลบมากกว่า 1.3 แสนล้านบาท ขาดสภาพคล่องและมีหนี้เงินชดเชยที่กองทุนน้ำมันฯ ค้างชำระผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินและกรอบวงเงินกู้ตามวรรคสามในมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562
นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ ยังได้ขยายเวลาการจ่ายเงินชดเชยให้แก่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพออกไปอีก 2 ปี จนถึงวันที่ 24 ก.ย.67 เนื่องจากยังมีความจำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวต่อไป เพื่อเป็นกลไกรักษาระดับค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ อีกทั้งเป็นการช่วยเกษตรกรให้มีรายได้จากการขายพืชผลทางการเกษตร
สำหรับปี 2566 กองทุนน้ำมันฯ จะบริหารจัดการสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ยังมีความผันผวน นอกจากนี้ จะมีการทบทวนแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สอดคล้องกับภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการดำเนินการเชื่อมโยงระบบ เพื่อพัฒนาการรับจ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569