สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

Last updated: 2 พ.ค. 2566  |  8719 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

ค่าเชื้อเพลิง สาเหตุค่าไฟฟ้าแพง
ปัญหาค่าไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกโซเชี่ยลมีเดีย มีประเด็นต่อเนื่องมากมายที่ถูกชี้ว่าเป็นตัวการทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ทั้งการปรับค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น การจดหน่วยใช้ไฟผิดเพิ่มขึ้น การสำรองไฟฟ้าที่มากเกินจำเป็นกลายเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้า จากการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้น การจ่ายค่า AP ให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง การรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากของพลังงานหมุนเวียน มีภาระค่า Adder และ FiT และการคิดค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้า รวมถึงมีการเรียกร้องให้มีการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ล้วนแล้วแต่เป็นกระแสความร้อนแรงจากปัญหาค่าไฟฟ้าที่ต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่ค่าไฟฟ้าในงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ไม่ได้มีการปรับขึ้น โดยค่าไฟฟ้าของประชาชนอยู่ที่อัตราเดิม 4.72 บาทต่อหน่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2565 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปีนี้ ค่าไฟฟ้ามีการปรับขึ้นมาโดยตลอด มาดูสาเหตุที่แท้จริงว่า อะไรทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น

ค่าเชื้อเพลิงสูงส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้า
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นในช่วงนี้ มีสาเหตุหลักมาจากค่าเชื้อเพลิง ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของต้นทุนการผลิตไฟฟ้า โดยผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนในระดับสูง ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง การผลิตก๊าซฯ จากอ่าวไทยลดลงจากการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัญญา ทำให้ต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มากขึ้น

โดยสัดส่วนการใช้ก๊าซฯ หรือการจัดหาก๊าซฯ เดิมใช้ก๊าซฯ จากอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้า 70-80% นำเข้าจากเมียนมา แหล่ง JDA และ LNG รวม 20% แต่ปี 2565 มีการใช้ก๊าซฯ ในอ่าวไทย 62% การนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 38% ซึ่งในส่วนนี้เป็น LNG ถึง 22% เนื่องจากการผลิตก๊าซฯ ในแหล่งเอราวัณ เดิมผลิตได้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงเหลือ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

ราคาก๊าซฯ ในอ่าวไทย อยู่ที่ 5-6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ขณะที่ LNG ตลาดจร จากเดิม 5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ในช่วงก่อนเกินสงคราม ขยับขึ้นมาถึง 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ในปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 12-13 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู

ใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทน LNG เพื่อลดค่า Ft
ซึ่งการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในช่วงที่ LNG มีราคาสูง มีการปรับสูตรการคำนวณราคาก๊าซ (Pool Gas) มีการใช้เชื้อเพลิงอื่นทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตามาผลิตทดแทน ซึ่งจากการบริหารจัดการในเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม 2565 ลดค่าไฟฟ้าได้เกือบ 40 สตางค์ต่อหน่วย เป็นมูลค่าเกือบ 8 หมื่นล้านบาท และ กฟผ. ก็รับภาระค่า Ft แทนผู้ใช้ไฟไปก่อนเป็นการชั่วคราว รวม 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็นค่าไฟ 75 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าขึ้นในอัตราที่น้อยลง หรือบางช่วงสามารถตรึงค่า Ft ในอัตราเดิม รวมทั้งรัฐบาลก็มีมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย

ค่าเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ซื้อก๊าซแพงขึ้น
ค่าเงินบาทเป็นอีกปัจจัยทำให้ค่าไฟแพงขึ้น โดยก่อนหน้านี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะอยู่ระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์ แต่มีบางช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปประมาณ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อเงินบาทอ่อนค่าการซื้อก๊าซจากต่างประเทศต้องมีการจ่ายเงินมากขึ้น และยิ่งต้องเพิ่มปริมาณนำเข้า LNG มากขึ้น เพื่อมาทดแทนก๊าซฯ จากอ่าวไทย ก็ยิ่งต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า

ต้นทุนส่วนอื่นของค่าไฟฟ้า
ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนอื่น ๆ ซึ่งมีค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้งของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ค่าความพร้อมจ่าย (Available Payment สำหรับโรงไฟฟ้า IPP และ Capacity Pay สำหรับโรงไฟฟ้า SPP) ค่าส่วนเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ Feed in Tariff (FiT) ค่าระบบสายส่งของ กฟผ. ค่าระบบสายจำหน่ายของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย และเงินส่งเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า รวมประมาณ 16% หรือประมาณ 76 สตางค์ต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม ไนปี 2565 ค่า AP ที่จ่ายให้ IPP ที่ไม่ได้สั่งให้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ประมาณ 13 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นไม่ถึง 3% ของคำไฟฟ้ารวม

สำรองไฟฟ้าไม่ได้สูงถึง 50-60%
ส่วนปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศปี 2565 อยู่ที่ 36% ไม่ได้สูงถึง 58% เพราะต้องคำนวณจากกำลังผลิตที่พึ่งได้ (Dependable capacity) ที่มีอยู่ 45,225 เมกะวัตต์ มากหักออกจากความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ไม่ใช่คำนวณจากกำลังผลิตตามสัญญา (Contract capacity) ที่ 52,566 เมกะวัตต์ ซึ่งพีกในปี 2565 อยู่ที่ 33,177 เมกะวัตต์ ดังนั้น สำรองไฟฟ้าที่พึ่งพิงในระบบได้จริงจะอยู่ที่ 36% เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน บางประเภทไม่สามารถพึ่งพิงได้ 100% และสำรองไฟฟ้าที่สูงก็มาจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขณะที่การวางแผนการผลิตไฟฟ้าต้องใช้ระยะเวลา และการประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ก็กำหนดชัดเจนว่าต้นทุนต้องต่ำกว่าภาคเอกชนเมื่อมีโรงใหม่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างกัน ลดภาระเงินภาครัฐ

สำหรับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าต้องปรับสูงขึ้นด้วย เพื่อรองรับการผลิตที่ยังไม่เสถียรของพลังงานทดแทน ซึ่งการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ค่าไฟบางส่วนต้องแพงขึ้น แต่จะมีการทบทวนทุกปีตามต้นทุนจริงเพื่อให้ราคาถูกลง อาทิ การเปิดรับซื้อโครงการพลังงานหมุนเวียน มีการกำหนดค่าไฟฟ้าไว้ ก็จะทำให้ราคาถูกกว่าต้นทุนเฉลี่ยการผลิตไฟฟ้าของประเทศ และในอนาคตจะมีระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่เข้ามา ก็จะทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมีความเสถียรมากขึ้น

ในอดีตจะมีส่วนเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่มีราคาแพง เพราะเทคโนโลยียังใช้ไม่เยอะ ทำให้ต้นทุนการลงทุนแพงเฉลี่ย 200 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีดีขึ้น ต้นทุนการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ เมื่อต้นทุนถูกลงเรื่อย ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมี Adder อีก และมีการเปลี่ยนมาใช้ Feed in Tariff (FiT) ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทหนึ่ง ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงาน หมุนเวียน ซึ่งอัตรา FiT จะอยู่ในรูปแบบ อัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ (มีการปรับเพิ่มสำหรับกลุ่มที่มีการใช้เชื้อเพลิง) โดยอัตรา FiT จะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามค่าไฟฐานและค่า Ft ทำให้มีราคาที่ชัดเจนและเกิดความเป็นธรรม

ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย เน้นความมั่นคงทางด้านพลังงาน จะเห็นว่าด้านคุณภาพบริการของไทยดีอันดับต้นของอาเซียน เพราะต้องเตรียมพร้อมให้กลุ่มอุตสาหกรรม หากไฟดับ 1 ครั้ง จะสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับนโยบายทั่วโลกที่ต้องการลดคาร์บอน การจัดทำแผนพลังงานชาติ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับใหม่ จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน 50% ในปี 2573

ไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดการประหยัด
ส่วนประเด็นเรื่องการเก็บค่าไฟฟ้าเป็นอัตราก้าวหน้า ทำให้การไฟฟ้าได้รับเงินเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม การจัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าเป็นอัตราก้าวหน้า เนื่องจากต้องการส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการประหยัด และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้ารวมกันประมาณ 80% ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ามากมีสัดส่วน 20% ของการใช้ไฟฟ้ารวม แต่มีปริมาณการใช้มาก หากจัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าในอัตราเดียวกัน ผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากก็จะใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และทำให้ภาพรวมของการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

เจรจาสัญญาไฟฟ้าเคยทำหรือไม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เรื่องนี้เคยมีการหารือกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก SPP ไปแล้ว เนื่องจากสัญญาของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในอดีตมี Adder แม้ว่าจะทยอยหมดลงเรื่อย ๆ แต่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติทุก 5 ปี โดยได้รับอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน แต่เอกชนแจ้งว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากสถาบันการเงินที่ให้กู้ ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญา

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Energy Wake Up

25 พ.ค. 2569

Energy Wake Up

26 พ.ค. 2569

Energy Wake Up

22 พ.ค. 2569

Energy Wake Up

21 พ.ค. 2569

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้