Last updated: 18 ก.พ. 2567 | 1005 จำนวนผู้เข้าชม |
GC คาดปีนี้โต 7-10%
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายปี 2567 จะเติบโต 7-10% จากปี 2566 ที่มีรายได้จากการขาย 616,635 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยมีปัจจัยจากกำลังการผลิตปิโตรเคมีจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากปีนี้ไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ รวมทั้งคาดว่าราคาขายปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเฉลี่ยจะดีขึ้น มีการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจ allnex คาดว่าปริมาณการขายจะดีขึ้น 10% ตามการฟื้นตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์
ทั้งนี้ มาร์จิ้นปิโตรเคมีในช่วง 1-2 ปีที่ผ่าน ได้มาถึงจุดต่ำสุดแล้ว นับเป็นการต่ำสุดในรอบ 30 ปี ขณะนี้จึงเริ่มดีขึ้น และจะเริ่มเห็นชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่ายังมีปัญหาซัพพลายล้นตลาด และความต้องการลดลงจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ซึ่งมองแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมีในไตรมาส 1 ยังทรงตัว เนื่องจากความต้องการยังมีความไม่แน่นอน แต่คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไปน่าจะเติบโตได้ดีขึ้น
บริษัทฯ ได้วางงบลงทุน 5 ปี จำนวน 666 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนปี 2567 จะใช้เงินลงทุน 100-150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อลงทุนในบริษัทย่อย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของธุรกิจ allnex โดยเป็นแกนกลางในการขยายตลาดในจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปี 2567 จะเน้นการเติบโตในธุรกิจ High Value Low Carbon มุ่งสร้างธุรกิจต่อเนื่อง ธุรกิจที่ไม่ใช่ Core Business ก็จะหาพันธมิตรเข้ามาร่วมพัฒนา เสริมสร้างความแข็งแกร่ง มีการศึกษาธุรกิจใหม่เกี่ยวกับไฮโดรเจนและคาร์บอน โดยใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่บริษัทฯ มีในธุรกิจไฮโดรคาร์บอน สร้างความแตกต่างและผลตอบแทนทางธุรกิจในอนาคต
ที่ผ่านมา GC ได้มีการลงนามความร่วมมือศึกษาเทคโนโลยีการพัฒนาโรงงานปิโตรเคมีระหว่างบริษัทกับ บริษัท มิตซูบิชิ ฮีวี่ อินดัสทรี เอเชียแปซิฟิก จำกัด (MHI-AP) โดยมี 2 เป้าหมายหลัก ได้แก่ ศึกษาเพื่อเปรียบเทียบความเป็นไปได้ในการใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย เป็นเชื้อเพลิงสำหรับกังหันแก๊ส และเทคโนโลยีการดักจับ จัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ในกระบวนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และศึกษาหาแนวทางการปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพในระบบดักจับ จัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหมาะสมสำหรับกระบวนการผลิตไฮโดรเจน (Steam Methane Reforming: SMR)
บริษัทฯ ยังคงเพิ่มความเข้มข้นในการแข่งขัน โดยใช้กลยุทธ์ 3 Steps Plus ประกอบด้วย Step Change, Step Out และ Step Up เพื่อปรับให้สอดคล้องกับ Industry Landscape ที่เปลี่ยนแปลงไป
Step Change: สร้างรากฐานแข็งแกร่ง ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่าย และการพัฒนาความร่วมมือในมิติต่าง ๆ รวมถึงมุ่งเน้นการเติบโตทางธุรกิจที่เน้นตลาด โดยการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) มีเป้าหมาย 56% ในปี 2571 และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม
Step Out: แสวงหาโอกาสใหม่เพื่อสร้างการเติบโต และดูแลด้านต้นทุนของ allnex พร้อมขยายตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Bio & Circularity) มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์รีไซเคิล รวมถึง Bio-Refinery โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้สามารถนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องต่าง ๆ ทั้งในอุตสาหกรรมสุขอนามัยส่วนบุคคล อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ฯลฯ
Step Up: สร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ โดยดำเนินงานด้าน Decarbonization ให้เป็นไปตามเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 รวมถึงมุ่งมั่นรักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลประกอบการปี 2566 มีรายได้รวม 616,635 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปี 2565 และมีกำไรสุทธิ 999 ล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกจากการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คิดเป็นมูลค่ารวม 47,700 ล้านบาท การกำไรพิเศษจากการขายหุ้น จีซี โลจิสติกส์ โซลูชั่นส์ ให้กับ WHA จำนวน 50% ได้เงินมา 2,640 ล้านบาท และ allnex ก็มี EBITDA 200 กว่าล้านบาท รวมทั้งได้กำไรเพิ่มจากการซื้อหุ้นกู้คืน และมีการนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาทำกำไร ซึ่งได้ทำให้มีกำไรเข้ามา 7,000 ล้านบาท
นายคงกระพัน กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลที่ยืนหนึ่งด้านความยั่งยืนของ GC ดังนั้น ในปี 2567 บริษัทฯ จึงต่อยอดแนวคิด "ดีขึ้นเพื่อคุณ ดีขึ้นเพื่อโลก" พร้อมชวนทุกคนมาเป็น "GEN S..Generation Sustainability คนเจนใหม่หัวใจยั่งยืน" สร้างแรงกระเพื่อมการใช้ชีวิตแบบ Net Zero Lifestyles ร่วมกู้โลก
27 ก.ค. 2569
27 ก.ค. 2569
30 ก.ค. 2569
27 ก.ค. 2569