Last updated: 21 ก.พ. 2567 | 5499 จำนวนผู้เข้าชม |
GGC ตั้งเป้า EBITDA ปี 73 กว่า 3 พันล้านบาท
บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) ตั้งเป้ามี EBITDA ในปี 2573 กว่า 3,000 ล้านบาท จากปีนี้คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 800 ล้านบาท จากการเดินหน้า 3 กลยุทธ์หลัก เข้มแข็ง เติบโต ยั่งยืน ขยายโอกาสธุรกิจในการสร้าง High Value Product พร้อมเดินหน้ากลุ่มธุรกิจใหม่ Food Ingredients & Pharmaceutical เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรนด์ “Nutralist” โดยคาดว่าจะมี EBITDA 300 ล้านบาท ภายในปี 2569
นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดว่าจะมี Adjusted EBITDA ปีนี้ ใกล้เคียงกับปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 812 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมียอดขายรวม 450,000 ตัน มาจากปริมาณการขายกลุ่มธุรกิจเมทิลเอสเทอร์ (B100) 300,000 ตัน กลุ่มธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) 100,000 ตัน และกลีเซอรีน 40,000 ตัน จากปี 2566 มียอดขายประมาณ 319,894 ตัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3,000 ล้านบาท ในปี 2569 โดยมีเงินลงทุนที่สามารถนำมาใช้ในการขยายธุรกิจได้ 5,000 ล้านบาท
บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสการเติบโตสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ The New Chapter of GGC to be the Sustainable Growth Business : Execution for Success ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ เข้มแข็ง (Enhance Competitiveness) เติบโต (Growth Portfolio) และยั่งยืน (Sustainability Development) ประกอบด้วย
1.ด้านความเข้มแข็ง จะมุ่งเน้นการลดต้นทุนในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงิน และสร้างมูลค่าสูงสุดจากทรัพยากรที่ใช้ในกิจการ ใช้วัตถุดิบทางเลือกอย่างเหมาะสม การเพิ่มยอดขายของสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบ RSPO และการจัดการด้าน Operation Excellence โดยบริหารจัดการการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลัก เช่น เมทิลเอสเทอร์ แฟตตี้แอลกอฮอล์ และเอทานอล
2.ด้านการเติบโต จะปรับ Portfolio ใน 3 กลุ่มธุรกิจ ธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ (BioEnergy) ธุรกิจเคมีชีวภาพ (BioChemical) และธุรกิจ Food Ingredients & Pharmaceutical เพื่อความพร้อมในการปรับตัวให้สอดรับกับความท้าทายและสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ต่อยอดธุรกิจเดิมสู่การเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น (High Value Product)
โดยธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่างๆ มี 3 โครงการ คือ โครงการน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ปัจจุบันได้ศึกษาความเป็นไปได้และดำเนินการปรับปรุงโรงงานเพื่อนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ผลิตเป็นน้ำมันอากาศยานชีวภาพ (SAF) คาดว่าจะดำเนินการระยะที่ 1 แล้วเสร็จ และดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2568 โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 400 ตันต่อเดือน
โครงการ ATJ เป็นการศึกษาแผนการลงทุนในการต่อยอดผลิตภัณฑ์เอทานอลเพื่อผลิตเป็นน้ำมันอากาศยานชีวภาพ โดยมีแผนที่จะดำเนินการภายในปี 2573
โครงการ Green Methanol ศึกษาเพื่อต่อยอดและขยายปลายทางธุรกิจไปสู่ตลาด Marine Biofuel และเพื่อตอบสนองต่อแผนกลยุทธ์ Decarbonization
ส่วนธุรกิจเคมีชีวภาพ อยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์ อีก 50,000 ตันต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2568 เพื่อนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ Oleochemical Specialty & Derivative ที่มีมูลค่าเพิ่ม
และธุรกิจ Food Ingredients & Pharmaceutical ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Food Ingredients & Pharmaceutical ในฐานะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็น Green Product เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการมีสุขภาพดีภายใต้แบรนด์ “Nutralist” ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 2 ตัว คือ Astaxanthin และ Probiotic ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญของ GGC ที่ต่อยอดธุรกิจเดิมสู่การขยายพอร์ตการลงทุนในธุรกิจเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากเห็นว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความต้องการสูงและตอบสนองต่อ Lifestyle ของผู้บริโภคที่รักสุขภาพในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจกลุ่ม Food Ingredients & Pharmaceutical ไว้ที่ 10% ของ EBITDA หรือคิดเป็นมูลค่า 300 ล้านบาท ภายในปี 2569 เทียบกับปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท
จากแผนขยายพอร์ตในการสร้างการเติบโตผ่านการลงทุนต่อยอดธุรกิจเดิมของบริษัทฯ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ บริษัทฯ จึงได้ตั้งเป้าหมายในการปรับ Portfolio เพื่อให้ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ ที่จะสร้างการเติบโตจากธุรกิจใหม่มากกว่า 50%
3.ด้านความยั่งยืน จะมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และได้รับการยอมรับในระดับสากล แสวงหาโอกาสทางธุรกิจจาก Decarbonization เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ (UN) โดยมีการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 และกำหนดเป้าหมายระยะสั้นเพื่อวัดประสิทธิผลในระยะสั้นในปี 2573 ลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20%
โดยในปี 2567 จะนำไบโอแก๊สมาใช้ทดแทนการใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานแทนการใช้น้ำมันเตามากถึง 80% ซึ่งทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 6,000 ตันคาร์บอน ลดต้นทุนการผลิตได้ 8.5 ล้านบาท และลดการใช้น้ำในการผลิตได้ 7,500 ตัน
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569