Last updated: 18 มี.ค. 2567 | 3834 จำนวนผู้เข้าชม |
สนพ. เผยยอดใช้พลังงานปี 66 เพิ่มขึ้น 0.8%
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยยอดใช้พลังงานขั้นต้นปี 2566 เพิ่มขึ้น 0.8 เทียบกับปีก่อน อยู่ที่ระดับ 2,007 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น สำหรับคาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นในปี 2567 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ระดับ 2,063 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ต่อวัน จากการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานทุกประเภท สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศปี 2567 จะอยู่ที่ 2,063 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากปี 2566 จากแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ (GDP) ปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.2-3.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าตามการฟื้นตัวของการค้าโลก การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานทุกประเภท ประกอบด้วย การใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.1% การใช้น้ำมันก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 2.5% การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์จะเพิ่มขึ้น 2.4% และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าจะเพิ่มขึ้น 5.4%
ในขณะที่ประมาณการความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปจะอยู่ที่ 142.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.3% และความต้องการใช้ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 210,170 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 3.1% ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าอุณหภูมิปี 2567 จะสูงขึ้นประมาณ 1.2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ มองว่าในปีนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) จะเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน และจะเพิ่มขึ้นกว่าปีนี้ 10-15% จากปีก่อนพีกอยู่ที่ 34,827 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้สำรองไฟฟ้าในระบบจะลดลงเหลือต่ำกว่า 25% จากปี 2566 มีสำรองไฟฟ้าในระบบ 30%
ส่วนสถานการณ์พลังงานปี 2566 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยอยู่ที่ระดับ 2,007 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นในส่วนของการใช้น้ำมัน 0.3% และการใช้ก๊าซธรรมชาติ 9.1% จากการเพิ่มขึ้นจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้า ลดลง 6.4% เนื่องจากมีการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ลดลงจากปัญหาภาวะภัยแล้ง
สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงปี 2566 สรุปได้ดังนี้ การใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 138.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.7% โดยการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.9 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 5.7% การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลอยู่ที่ 31.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 4% การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 13.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 49.9%
การใช้ LPG โพรเพน และบิวเทนอยู่ที่ 6,542 พันตัน เพิ่มขึ้น 1.5% การใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4,410 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.4% การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์อยูที่ 14,450 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 15% และการใช้ไฟฟ้ารวม 203,923 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 3.4%
สำหรับความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ฉบับใหม่ คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้ภายในเดือนเมษายนนี้ หลังจากนั้นก็จะมีการนำความคิดเห็นไปปรับปรุงแผน และนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยในแผนนี้มีการประมาณการใช้ไฟฟ้าเมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2580 จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โดยจะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดถึง 50% ซึ่งจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล พลังน้ำ ระบบกักเก็บพลังงาน นิวเคลียร์ขนาดเล็ก การใช้ไฮโดรเจน และการทำ Carbon Capture
สำหรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบันที่ประมาณ 30% ซึ่งกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของ กฟผ. จะเป็นส่วนของโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้า
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569