Last updated: 8 ส.ค. 2567 | 827 จำนวนผู้เข้าชม |
ปตท.สผ. คาดปริมาณการขายทั้งปีเพิ่มขึ้น
ปตท.สผ. คาดปีนี้ปริมาณการขายปิโตรเลียมจะเพิ่มขึ้นเป็น 501,000 บาร์เรล/วัน จากแหล่งในประเทศที่ผลิตเพิ่มขึ้น
นางสาวพรรณพร ศาสนนันทน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เปิดเผยว่า ปตท.สผ. คาดว่าปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยทั้งปี 2567 จะอยู่ที่ประมาณ 501,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ 462,007 บาร์เรลต่อวัน มาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตในประเทศไทย ได้แก่ โครงการจี 1/61 (เอราวัณ) ที่ผลิตได้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และโครงการ บี 8/32 ที่กลับมาผลิตได้ตามปกติได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 หลังจากหยุดผลิตชั่วคราวจากปัญหาเรือรับก๊าซธรรมชาติ รวมถึงปริมาณการขายตามสัดส่วนการร่วมทุนเพิ่มขึ้นของโครงการยาดานาหลังจากผู้ร่วมทุนยุติการลงทุน
ในขณะที่คาดการณ์ว่าปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยในไตรมาส 3 ปีนี้ จะอยู่ที่ 484,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงจากไตรมาส 2 ปีนี้ ที่มีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 506,709 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงโครงการในอ่าวไทยตามแผนงานของบริษัทฯ
สำหรับการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งอ่อนตัวลงจากครึ่งปีแรกปีนี้จากความต้องการใช้น้ำมันลดลง ในขณะที่ทั้งปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 80-85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยในไตรมาส 3 ปีนี้ และทั้งปี 2567 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังสามารถรักษาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยได้ 28.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ส่งผลให้มีอัตราส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา ต่อรายได้จากการขายรวมรายได้จากการบริการค่าผ่านท่อ (EBITDA margin) ในปีนี้ที่ 70-75%
สำหรับการดำเนินงานในปีนี้ยังมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในประเทศ โดยได้กำหนดแผนการลงทุนไว้ใน 5 พื้นที่หลัก ได้แก่ 1.พื้นที่ฝั่งตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะในอ่าวไทย จะรักษากำลังการผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยให้ต่อเนื่อง ทั้งโครงการ G1/61, G2/61 และโครงการอาทิตย์ จะมีการต่ออายุสัญญาโครงการ S1/SPH และโครงการ Contract 4 ที่ใกล้หมดอายุ รวมถึงการบริการจัดการต้นทุนในโครงการที่มีการผลิตมานานแล้ว และเร่งสำรวจและผลิตแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ใน Eastern Corridor
2.ฝั่งตะวันตก หรือประเทศเมียนมา ซึ่งปัจจุบันมี 2 โครงการ ได้แก่ โครงการซอติก้า และยาดานา พยายามที่จะรักษาความสามารถในการผลิตไว้ในปริมาณเท่าเดิม และอยู่ระหว่างวางแผนที่จะต่ออายุสัญญาซื้อขายก๊าซฯ โครงการยาดานา ที่สัมปทานจะหมดอายุในปี 2571
3.พื้นที่ทางใต้ หรือประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันมีทั้งโครงการที่ผลิตแล้วและโครงการที่มีค้นพบปิโตรเลียมแล้ว โดยอยู่ระหว่างวางแผนการผลิตให้เร็วที่สุด เพื่อชดเชยกำลังการผลิตของแหล่งในประเทศที่คาดว่าจะลดลงในอนาคต นอกจากนี้ ยังมองการลงทุนเพื่อเชื่อมโยงกำลังการผลิต ในประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศมาเลเซีย เพื่อช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
4.ตะวันออกกลาง มี 2 ประเทศหลัก ได้แก่ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และประเทศโอมาน โดยในประเทศโอมานมีโครงการ โอมาน Block 61 ปัจจุบันมีการผลิตก๊าซฯ และ PDO Block 6 เป็นสัมปทานที่มีศักยภาพค่อนข้างมาก ปัจจุบันผลิตน้ำมันดิบ ส่วนในยูเออี ส่วนใหญ่ยังเป็นการสำรวจ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เข้าร่วมทุนในโครงการกาชา ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซฯ และน้ำมันดิบจำนวนมาก
5.พื้นที่อัฟริกา มี 2 ประเทศหลัก คือ ประเทศแอลจีเรีย และประเทศโมซัมบิก โดยประเทศแอลจีเรีย อยู่ระหว่างเร่งขยายกำลังการผลิต จากเดิมมีกำลังการผลิต 17,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มเป็น 30,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า และ 60,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในอีก 6 ปีข้างหน้า ส่วนประเทศโมซัมบิก โครงการ LNG ผู้ดำเนินการอยู่ระหว่างการพิจารณากลับเข้าพื้นที่ เพื่อก่อสร้างให้ได้ภายในปีนี้
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569
20 ก.พ. 2569