Last updated: 22 ส.ค. 2567 | 1799 จำนวนผู้เข้าชม |
พีดีพี เลื่อนคลอดเป็น ต.ค.67
สนพ. เผยแผนพีดีพี 2024 เลื่อนเข้า ครม. เป็นเดือน ต.ค. จากเดือน ก.ย. หลังต้องปรับปรุงแผนเพิ่มเติม
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (PDP 2024) ฉบับสมบูรณ์ อยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียดของร่างแผนให้สอดคล้องกับแผนพลังงานอื่น ๆ และแผนพลังงานชาติ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากมีการเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าเมื่อมีการจัดทำร่างแผนเสร็จจะต้องนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) หลังจากนั้นจะเข้าพิจารณาในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และจึงนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยคาดว่าจะนำเสนอ ครม. ได้ภายในเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งเลื่อนจากเดิมที่เคยประกาศไว้ว่าจะนำเข้า ครม. ได้ภายในเดือนกันยายน 2567 โดยจะนำเสนอแผนพลังงาน 5 แผน และแผนพลังงานชาติให้ ครม. พิจารณาพร้อมกันทีเดียว
สำหรับรายละเอียดของร่างแผนที่เปลี่ยนไปนั้น เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องปรับปรุงให้ แต่หลัก ๆ แล้วยังคงเป็นไปตามร่างแผนพีดีพีที่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว
โดยแผนพีดีพี 2024 จะให้ความสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ 2. ด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และ 3. ด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนประเทศบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
โดยจะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเมื่อสิ้นสุดแผนปี 2580 เพิ่มขึ้นเป็น 51% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แบ่งเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ 16% พลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ 16% พลังงานน้ำต่างประเทศ 15% พลังงานน้ำในประเทศ 2% พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) 1% พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 1% และพลังงานอื่น ๆ อีก 0.4% ส่วนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลจะมีสัดส่วน 49% ประกอบด้วย ก๊าซธรรมชาติ 41% ถ่านหินและลิกไนต์ 7%
สำหรับสัดส่วนกำลังผลิตใหม่ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าใหม่ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 34,851 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 6,300 เมกะวัตต์ SMR 600 เมกะวัตต์ การรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 3,500 เมกะวัตต์ และอื่น ๆ เช่น Demand Response และ V2G (ระบบชาร์จอีวีแบบสองทิศทาง AC Charger) 2,000 เมกะวัตต์ รวม 47,251 เมกะวัตต์
สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 34,851 เมกะวัตต์ จะแบ่งเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ 24,412 เมกะวัตต์ พลังงานลม 5,345 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ 2,681 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ 936 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 300 เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 99 เมกะวัตต์ ความร้อนใต้พิภพ 21 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรม 12 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ยังมีระบบกักเก็บพลังงาน ได้แก่ พลังน้ำแบบสูบกลับ 2,472 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ 10,485 เมกะวัตต์
โดยมีการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในปลายแผนปี 2580 จะอยู่ที่ 56,133 เมกกะวัตต์ จากปัจจุบัน 36,000 เมกะวัตต์ โดยจะมีกำลังผลิตตามสัญญา 112,391 เมกะวัตต์ เป็นกำลังการผลิตที่เข้ามาใหม่ 77,407 เมกะวัตต์ กำลังผลิตปัจจุบัน 53,868 เมกะวัตต์ และมีโรงไฟฟ้าที่ปลดออกจากระบบ 18,884 เมกะวัตต์ และประมาณการค่าไฟฟ้าตลอดแผนพีดีพี 2024 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8704 บาทต่อหน่วย
จากการดำเนินงานตามร่างแผนพีดีพีดังกล่าว จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในภาคการผลิตไฟฟ้าลงมาเหลือ 63 ล้านตัน ในปี 2578 จากปัจจุบันปล่อยที่ 89 ล้านตัน หรือช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 26 ล้านตัน และปี 2593 จะลดการปล่อยลงมาเหลือราว 41.5 ล้านตัน
ทั้งนี้ การจัดทำแผนพีดีพี 2024 ที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ในเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงาน จะต้องมีการเร่งการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เร็วขึ้นและมากขึ้นในช่วง 10 ปีแรกของแผน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) รอบสอง 3,600 เมกะวัตต์ และหลังจากที่แผนพีดีพี 2024 ได้รับอนุมัติจาก ครม. เรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนเพิ่มเติม
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569
15 มิ.ย. 2569