Last updated: 26 ส.ค. 2567 | 1109 จำนวนผู้เข้าชม |
RATCH มั่นใจรายได้ครึ่งปีหลังโตเพิ่ม จ่อปิดดีล M&A เข้ามาเพิ่มอีก 500 เมกะวัตต์
ขณะที่ปี 68 รายได้โตกระฉูด หลัง COD โรงไฟฟ้าหินกอง 2 กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 392.70 เมกะวัตต์ เผยปีหน้าวางเป้าไฟใหม่เข้าพอร์ตกว่า 1,000 เมกะวัตต์ อัดงบลงทุน 1.5-3 หมื่นล้านบาท พร้อมเร่งปรับแผนกลยุทธ์ฉบับใหม่ ยันไม่ทิ้งธุรกิจโรงพยาบาล-รถไฟฟ้า แต่ขอโฟกัสธุรกิจพลังงานเป็นหลัก
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปีนี้ คาดว่าจะเติบโตขึ้นจากครึ่งปีแรกที่มีรายได้รวม 22,351 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,827 ล้านบาท มาจาการรับรู้รายได้เพิ่มจากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่อยู่ในแผน กำหนดเปิดเดินเครื่องการผลิตเชิงพาณิชย์(COD) อีก 4 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าอาร์อีเอ็น โคราช โรงไฟฟ้านวนครส่วนขยาย โรงไฟฟ้าพลังน้ำซองเกียง1 เวียดนาม และโครงการกักเก็บพลังงานระบบแบตเตอรี่ LG2 ออสเตรเลีย กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น รวม 40 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกันบริษัทยังอยู่ระหว่างเจราจาเข้าลงทุนเพิ่มเติมทั้งโครงการในรูปแบบกรีนฟิลด์และบราวน์ฟิลด์ ผ่านการควบรวมหรือซื้อกิจการ(M&A) อีก 5-6 โครงการ กำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์ ที่คาดว่าจะเข้ามาในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ทำให้กำลังการผลิตใหม่ในปีนี้เพิ่มขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ดำเนินการสำเร็จแล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าหินกอง ชุดที่ 1 กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 392.7 เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าไพตัน อินโดนีเซีย กำลังการผลิต 742 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าคาลาบังก้า ฟิลิปปินส์ กำลังการผลิต 36.36 เมกะวัตต์
ทั้งนี้บริษัทคาดแนวโน้มรายได้ปี 2568 จะเติบโตอย่างมาก มาจากการ COD โครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ในแผน กำลังการผลิตรวม 677.80 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าหินกอง ชุดที่ 2 กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 392.7 เมกะวัตต์ ,โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ในออสเตรเลีย กำลังการผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 152 เมกะวัตต์, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ NPSI ในฟิลิปปินส์ กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 73.50 เมกะวัตต์ ,โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม เน็กส์ซิฟ เบนเตร ในเวียดนาม กำลังการผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 59.60 เมกะวัตต์ นอกจากนี้บริษัทยังพยายามจะปิดดีล M&A ให้ได้ประมาณ 500 เมกะวัตต์ โดยบริษัทเตรียมงบลงทุนแต่ละปีไว้ที่ประมาณ 1.5-3 หมื่นล้านบาท
โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการลงทุน รวม 10,817.28 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล รวม 7,842.61 เมกะวัตต์ (72.5%) และกำลังผลิตจากพลังงานทดแทน รวม 2,974.67 (27.5%) ในปี 2567 จากเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทนให้ถึง 30% ในปี 2573 และ 40% ในปี 2578 และคาดว่าบริษัทจะทำได้เร็วกว่าแผน และจะมีการปรับสัดส่วนพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต
นายนิทัศน์ กล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างการทบทวนแผนยุทธศาสตร์ และกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจ โดยยังคงมุ่งเน้นธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงาน พร้อมทั้งวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลกและประเทศ รวมถึงศักยภาพและขีดความสามารถของบริษัท ส่วนรูปแบบการลงทุนจะเน้นโครงการประเภทกรีนฟิลด์และบราวน์ฟิลด์ โดยจะเข้าร่วมพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศไทย สปป. ลาว ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ซึ่งจะโฟนกัสขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานมากขึ้น แต่ยืนยันว่าจะยังไม่ทิ้งธุรกิจระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และบริการสุขภาพ เนื่องจากยังรับรู้รายได้เข้ามาจากทั้งธุรกิจโรงพยาบาลและรถไฟฟ้า
สำหรับแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของบริษัทนั้น บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การลงทุน ให้มุ่งเน้นโครงการที่อยู่ในแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศเป้าหมาย ซึ่งแต่ละประเทศได้กำหนดกรอบการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไว้ชัดเจนแล้ว ซึ่งครอบคลุมกำลังการผลิตพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้บริษัทยังเริ่มศึกษาโมเดลการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่ ระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) การผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนสีเขียว การซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) และการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Reactor Modular: SMR)
ส่วนแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศไทยและอินโดนีเซีย มีโอกาสลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาติ ส่วนสปป. ลาว มีศักยภาพที่จะลงทุนด้านพลังงานน้ำ เพื่อส่งจำหน่ายให้กับประเทศไทย ขณะที่ออสเตรเลียมีศักยภาพพัฒนาโครงการพลังงานลม แสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงการประเภท Synchronous Condenser ที่ต่อยอดจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้บริษัทยังได้เริ่มศึกษาโมเดลการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ได้แก่ โครงการกรีนไฮโดรเจน ได้ร่วมกับ BIG พัฒนาการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานทดแทนจากโครงการของบริษัทที่มีอยู่ในประเทศไทย สปป. ลาว ออสเตรเลีย เพื่อจำหน่ายภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และการผลิตไฟฟ้าในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบแบตเตอรี่ ซึ่งบริษัทย่อยในออสเตรเลียกำลังศึกษาโครงการขนาด 100 MW/200 MWh ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ โครงการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงในประเทศไทย ซึ่งกำลังร่วมกับพันธมิตรศึกษาโครงการนำร่องในนิคมอุตสาหกรรม และการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ก็ได้ร่วมกับพันธมิตรทำการศึกษาเทคโนโลยี กฎระเบียบ และประเมินผลกระทบด้านต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีความปลอดภัยสูงหากมีการนำมาใช้ บริษัทเชื่อมั่นว่า การดำเนินตามแนวทางแผนกลยุทธ์ที่วางไว้จะทำให้ราช กรุ๊ป เดินหน้าไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสามารถขยายธุรกิจสร้างการเติบโต ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569