บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

Last updated: 16 ก.พ. 2569  |  547 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

GPSC ขยายการลงทุนต่างประเทศ มองพลังงานลมใน สปป.ลาวเพิ่ม

นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยถึง การขยายการลงทุนในต่างประเทศของ GPSC ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนใน สปป.ลาว ประเทศไต้หวัน ประเทศอินเดีย และประเทศจีน เป็นหลัก ซึ่งการลงทุนใน สปป.ลาว มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำห้วยเฮาะ ไซยะบุรี และน้ำลิก

สำหรับโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าใน สปป.ลาว มีการศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ที่สะหวันนะเขต ที่ร่วมกับพันธมิตร คือ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) จากประเทศเดนมาร์ก ตั้งบริษัทขึ้นมาจัดหาข้อมูลในการวัดปริมาณลม เพื่อดูความเป็นไปได้ในการลงทุน ขณะนี้มีพื้นที่แล้ว ซึ่งการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงาน ที่สะหวันนะเขต ของ GPSC และพันธมิตร ยังไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการว่า ลงทุนในโครงการใด ทั้งนี้ GPSC คาดว่าจะเข้าถือหุ้นในโครงการไม่ต่ำกว่า 50% สำหรับไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการนี้ มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะส่งขายให้กับประเทศเวียดนาม

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลในเว็บไซต์ของสถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต (Royal Thai Consulate-General, Savannakhet) ที่ปรับปรุงข้อมูลเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 พบว่ามีโครงการไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 850 เมกะวัตต์ ที่แขวงสะหวันนะเขต แต่เป็นโครงการของ บริษัท NASENG - WAYO Renewable Resources Development and Investment Co., Ltd. และบริษัท UPC Vietnam (Singapore) Pte. Ltd. ในเครือบริษัท UPC Renewables Group ที่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับรัฐบาล สปป.ลาว ในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานลม มูลค่าการลงทุนประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังการผลิต 850 เมกะวัตต์ ที่เมืองพิน เมืองวิละบูลี และเมืองอาดสะพอน แขวงสะหวันนะเขต และเสร็จสิ้นการจัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมลงนามการพัฒนาโครงการ (PDA) โดยการลงทุนครอบคลุมการพัฒนาสถานีไฟฟ้าย่อย 500 กิโลโวลต์ และระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 บริษัทฯ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างเสาวัดความเร็วลมแห่งแรกที่บ้านนาทู้ เมืองพิน แขวงสะหวันนะเขต เพื่อตรวจสอบคุณลักษณะและวัดความเร็วลมสำหรับใช้ในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพลังงานลมในพื้นที่เมืองพิน เมืองวิละบูลี และเมืองอาดสะพอน ซึ่งจะมีการติดตั้งเสาวัดความเร็วลมให้ครบทั้งสามเมือง ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างโครงการฯ 2 - 3 ปี โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งออกไปจำหน่ายให้แก่ไทยหรือเวียดนาม ซึ่งโครงการนี้มีเอกชนของไทยให้ความสนใจเข้าร่วมลงทุนหลายราย

นายศิริเมธ กล่าวต่อว่า การลงทุนใน สปป.ลาว ยังมีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าห้วยเฮาะ ซึ่งจะหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าปี 2572 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับภาครัฐในการที่จะต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าต่อไปได้อีก 15 ปี

GPSC ยังมีการลงทุนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โดยถือหุ้น 25% ใน Xayaburi Power Company Limited (XPCL) กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 321 เมกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการ (COD) แล้วในปี 2562 และลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าน้ำลิก 1 (NL1PC) 40% เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบฝายน้ำล้น (Run-of-River) รูปแบบสัญญาสัมปทาน 30 ปี (Build-Operate and Transfer) กำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 26 เมกะวัตต์

สำหรับการลงทุนในประเทศอินเดีย ถือเป็น Growth Platform ที่จะขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาดต่อไป เนื่องจากรัฐบาลอินเดียมีแผนที่จะเพิ่มพลังงานสะอาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดปีละ 45,000 เมกะวัตต์ แต่ในช่วงนี้อาจจะมีการชะลอการการลงทุนเล็กน้อย เพราะรัฐบาลอินเดียกำลังปรับปรุงสายส่งเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม GPSC มีแผนที่จะนำบริษัท Avaada Energy Private Limited (AEPL) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในประเทศอินเดีย ในปี 2570 แต่ต้องดูความพร้อมและสภาพตลาดด้วยว่าจะเหมาะสมหรือไม่ เพื่อนำเงินมาขยายการลงทุนผ่าน Avaada ต่อไป ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 บริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GPSC ได้ขายหุ้น AEPL ให้กับบริษัท Avaada Energy Private Limited (AEPL) ผู้ถือหุ้นปัจจุบัน ในสัดส่วน 3.03% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้กำไรจากการขายหุ้นประมาณ 700 ล้านบาท ภายหลังการซื้อขายหุ้นในครั้งนี้ GRSC ซึ่งถือหุ้นใน AEPL 39.90% และ AVPL ถือหุ้น เป็น 60.10%

AEPL เป็นบริษัทในกลุ่มอวาด้า (Avaada Group) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในประเทศอินเดีย บริษัทฯ ได้เริ่มเข้าลงทุนใน AEPL ผ่าน GRSC ตั้งแต่ปี 2564 ด้วยกำลังการผลิตรวม 3,744 เมกะวัตต์ และเมื่อมีนาคม 2568 AEPL มีโครงการที่ชนะการประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดีย ที่มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 20,558 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว ประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างอีกประมาณ 7,000 เมกะวัตต์ ที่เหลือจะเป็นโรงไฟฟ้าจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอื่น ๆ โดยในปีนี้คาดว่าจะมีการ COD เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000-1,400 เมกะวัตต์ โดยคิดเป็นสัดส่วนของ GPSC ประมาณ 40%

ส่วนการลงทุนในประเทศไต้หวัน เป็นโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง CFXD (Changfang & Xidao Offshore Wind Farm) ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งมณฑณชางฮัว (Changhua) กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ สัดส่วนการลงทุนของ GPSC ถือหุ้น 25% คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 149 เมกะวัตต์ ลงทุนร่วมทุนกับ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) จากประเทศเดนมาร์ก มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับบริษัท Taiwan Power Company เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยดำเนินการเชิงพาณิชย์ ปี 2565-2567

สำหรับการลงทุนในประเทศไทย หลังจากรัฐบาลได้เลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้นเป็นปี 2593 โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จะเป็นเป้าหมายที่จะตอบโจทย์ Net Zero ต้องเป็นพลังงานสะอาดยุคใหม่ ซึ่งในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ฉบับใหม่ที่กำลังจัดทำอยู่ คาดว่าจะมีโรงไฟฟ้า SMR เพิ่มขึ้นจากร่างแผนพีดีพีปัจจุบัน ที่จะมีโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกเกิดขึ้นในปี 2580 กำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินโครงการนำร่อง การที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะมีโรงไฟฟ้า SMR ขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากต้องใช้เวลาในการกำหนดกฎระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และต้องรอดูว่า กฟผ. จะสามารถดำเนินโครงการได้ประสบความสำเร็จหรือไม่ ทั้งนี้แผนพีดีพีฉบับใหม่ได้ขยายระยะเวลาของแผนออกไปเป็น 25 ปี จากเดิม 20 ปี เพื่อให้ครอบคลุมเป้าหมาย Net Zero 2050 โรงไฟฟ้า SMR จึงต้องมีเพิ่มขึ้นมากพอสมควร

ประเด็นสำคัญ คือ ต้องให้ International Atomic Energy Agency (IAEA) หรือทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ ปลอดภัย และยั่งยืนทั่วโลก โดย IAEA จะต้องประเมินว่าไทยจะมีความพร้อม และความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR หรือไม่ เมื่อประเมินเสร็จเรียบร้อย ระเบียบมีความชัดเจน กฟผ. ก็สามารถดำเนินโครงการ SMR ได้ และหาก กฟผ. สามารถทำโครงการได้สำเร็จ ก็คาดว่าจะเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนต่อได้

GPSC กำลังติดตามเทคโนโลยี และหาพันธมิตรทั้งจากจีนและยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยกำลังศึกษาที่จะเข้าไปถือหุ้นในโรงไฟฟ้า SMR ในต่างประเทศ ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว เบื้องต้นจะเข้าลงทุนในสัดส่วนไม่มากนัก เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี และเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโรงไฟฟ้า SMR ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี SMR กำลังมีการพัฒนาอย่างมาก และเชื่อว่าในอนาคตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะสามารถแข่งขันกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่นได้

ส่วนการดำเนินโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) กลุ่ม ปตท. มีการร่วมดำเนินโครงการ G-Net ทำเรื่องการบูรณาการการลดคาร์บอนไดออกไซด์ในภาพรวมของกลุ่ม ปตท. ซึ่ง GPSC อยู่ในส่วนที่ทำเรื่องพลังงานสะอาด ส่วนบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการในส่วนของแหล่งอาทิตย์ที่จะมีการนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปกักเก็บในแหล่งที่ไม่มีการผลิตปิโตรเลียมแล้ว

บริษัทฯ ยังมีแผนเข้าลงทุนในกลุ่มธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ ทั้งในประเทศไทยและอินเดีย โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น จะมีโรงไฟฟ้าในกลุ่มบริษัทที่จะหมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับทาง กฟผ. สามารถรองรับกลุ่มลูกค้าดาต้า เซ็นเตอร์ได้ อาทิ โรงไฟฟ้า GLOW SPP11 ขนาด 120 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า GIPP ขนาด 677 เมกะวัตต์ เป็นต้น ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่ม Data center มาเจรจาแล้ว 6-7 ราย

ด้านนางสาวสุกิตตี ไชยรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสการเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ GPSC กล่าวว่า งบลงทุน 5 ปี (ปี 2569 - 2573) ตั้งไว้ที่ 33,435 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมแผนงานในอนาคต โดยยังมีการบริหารจัดการเงินลงทุนอีกกว่า 80,000 ล้านบาท ที่ต่อยอดและสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติม

ส่วนธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ในประเทศไทย บริษัทฯ จะเป็นทั้งผู้ซัพพลายไฟฟ้าและเป็นพันธมิตรทางธุรกิจให้กับผู้พัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกันพันธมิตร 3-4 พื้นที่ รวมกำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนโครงการแรกภายในปีนี้ ด้วยกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ ส่วนการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ในอินเดีย จะลงทุนในรูปแบบของแพลตฟอร์มเริ่มต้นขนาดไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ และมีเป้าหมายขยายไปที่ 300 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

ส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้า SMR วางเป้าหมายในพื้นที่มาบตาพุด ขนาด 400-600 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580

ด้านแนวโน้มผลประกอบการปี 2569 คาดว่าจะเติบโตขึ้นจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในโครงการ CFXD จะปรับตัวดีขึ้น และโครงการ AEPL คาดว่าจะ COD เพิ่มขึ้น ซึ่งในปีนี้จะมีกำลังการผลิตใหม่จากโครงการโซลาร์ของ AEPL กำลังการผลิต 1,000-1,400 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ของ NNEG Phase 3 กำลังการผลิต 9 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ของ Private PPA กำลังการผลิต 6 เมกะวัตต์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Energy Wake Up

16 ก.พ. 2569

Energy&Us

14 ก.พ. 2569

Energy Wake Up

13 ก.พ. 2569

Energy Wake Up

17 ก.พ. 2569

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้