Last updated: 17 ก.พ. 2569 | 343 จำนวนผู้เข้าชม |
GULF มี Core Profit ปี 68 จำนวน 28,776 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 มีรายได้รวม 135,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% มีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) 28,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% และมีกำไรสุทธิ 86,562 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรจากการรวมธุรกิจกับบริษัท อินทัชโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท เนื่องจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริษัทฯ จึงจัดทำข้อมูลทางการเงินรวมเสมือน (Pro forma) เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน โดยแสดงผลการดำเนินงานจริงของบริษัทใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รวมกับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับงวดสามเดือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 และเปรียบเทียบกับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับปี 2567 บนสมมติฐานว่าบริษัทใหม่ถือหุ้นในบริษัท แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือAIS ในสัดส่วน 40.44% ตั้งแต่ปี 2567
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน และการลงทุนใน AIS โดยในส่วนของธุรกิจพลังงาน โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 4 หน่วยผลิตในปี 2567 ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเต็มปีของทั้ง 4 หน่วยเป็นปีแรกในปี 2568 นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,540 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่สองในช่วงต้นเดือนมกราคม 2568 ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit เต็มปีครบทั้ง 2 หน่วยผลิตในปี 2568 อีกทั้ง บริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1,093 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 21 ล้านบาท ในปี 2567 จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้ค่า Capacity Payment เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นจาก 31 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในปี 2567 เป็น 170 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในตลาด Pennsylvania-New Jersey-Maryland Interconnection (PJM) ในขณะที่ปริมาณไฟฟ้าเสถียรที่จ่ายเข้าสู่ระบบลดลง
นอกจากนี้ ยังรับรู้ผลกำไรเต็มปีจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน ในประเทศ จำนวน 5 โครงการ รวม 532 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยในเดือนธันวาคม 2567 และเริ่มรับรู้ผลกำไรจากโครงการ solar farms และ solar BESS เพิ่มเติมอีก 7 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 597 เมกะวัตต์ ซึ่งทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2568
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องมาจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลง ตามความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศที่ชะลอตัว ประกอบกับระยะเวลาการปิดซ่อมบำรุงที่นานขึ้นกว่าในปี 2567 นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 12 โครงการ ภายใต้กลุ่ม GMP มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เรียกเก็บค่าก๊าซย้อนหลังจากการตรึงราคาก๊าซในช่วงปลายปี 2566 เพื่อช่วยพยุงราคาไฟฟ้าที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ในช่วงวิกฤตพลังงาน ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ ปตท. เรียกคืนเงินส่วนต่างมูลค่าก๊าซที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทฯ จึงบันทึกส่วนต่างราคาก๊าซในไตรมาส 2/2568 ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่ลดลงตามราคาค่า Ft เฉลี่ย ซึ่งลดลงในอัตราที่มากกว่าการลดลงของราคาค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย โดยค่า Ft เฉลี่ยลดลงจาก 0.40 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2567 เป็น 0.24 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2568 ขณะที่ราคาค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยลดลงจาก 326 บาทต่อล้านบีทียู ในปี 2567 เป็น 308 บาทต่อล้านบีทียู ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมมีเพียง 7% ของปริมาณการขายไฟฟ้าทั้งหมด บริษัทฯ จึงได้รับผลกระทบอย่างจำกัด
สำหรับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ในปี 2568 มีการรับรู้กำไรค่าก่อสร้างตามสัญญาสัมปทาน สำหรับงานถมทะเลของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (MTP3) จำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งลดลง 67% จาก 458 ล้านบาท ในปี 2567 เนื่องจากมีการบันทึกรายได้และกำไรตามความคืบหน้าในการก่อสร้าง โดยงานถมทะเลสำหรับโครงการ MTP3 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยในเดือนเมษายนปี 2568
ธุรกิจทรัพยากร มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 796 ล้านบาท ลดลง 26% จาก 1,077 ล้านบาท ในปี 2567 เนื่องจากราคาน้ำมันเตาลดลงในอัตราที่สูงกว่าราคาค่าก๊าซธรรมชาติ โดยราคาน้ำมันเตาลดลงจาก 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 2567 เป็น 68 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2568 ซึ่งราคาขายส่วนใหญ่ของโครงการ PTT NGD จะอิงกับราคาน้ำมันเตา ในขณะที่ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับราคาค่าก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH ในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวม 54 ลำ หรือประมาณ 3.7 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากธุรกิจดังกล่าว 453 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 21 ล้านบาท ในปี 2567 จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้น
มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน 15,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จาก 10,229 ล้านบาท ในปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือและธุรกิจ Fixed Broadband ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงจากการลดลงของต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้เงินปันผลรับจากการลงทุนใน KBANK จำนวน 1,192 ล้านบาท ในปี 2568
ในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 53,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับ 43,237 ล้านบาท ในปี 2567 ในขณะที่กำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เท่ากับ 86,562 ล้านบาท
สำหรับปี 2569 บริษัทฯ คาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้น 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวม 695 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโครงการ solar farms 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 321 เมกะวัตต์ และโครงการ solar BESS 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 302 เมกะวัตต์ ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 63 เมกะวัตต์ ในปีนี้ นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน
ในส่วนของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี (M81) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/2569
ธุรกิจทรัพยากร มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็น 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จาก shipper fee ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization เพื่อบริหารจัดการการนำเข้า การขนส่ง และการจำหน่าย LNG อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถานีรับ–จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2572
นอกจากนี้ จะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลรับจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G การเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ที่ลดลงภายหลังจากการชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz
ส่วนกลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ จะเป็นปีแรกที่บริษัทฯ รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการ GSA02 ซึ่งมีขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GSA03 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 โดยตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 500 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ในส่วนของธุรกิจคลาวด์ ภายหลังจากความร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจการให้บริการระบบคลาวด์ Google Distributed Cloud air-gapped แล้ว บริษัทฯ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ Google ภายใต้ข้อตกลง Strategic Framework Agreement เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่นด้าน AI ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มบริษัทฯ สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) อาทิ ภาคการเงิน การแพทย์ โทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ตลอดจนการยกระดับกระบวนการดำเนินงานภายในด้วยเทคโนโลยี Agentic AI ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sovereign Cloud สำหรับภาครัฐ ระบบธนาคารไร้สาขา (Virtual Banking) และการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว
บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้วงเงินรวมประมาณ 30,000–35,000 ล้านบาทในเดือนมีนาคมนี้ โดยจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ตลอดจนรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
16 ก.พ. 2569
17 ก.พ. 2569
16 ก.พ. 2569
17 ก.พ. 2569