บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

Last updated: 11 มี.ค. 2569  |  127 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

BPP เผยโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในโลกปรับตัวสูงขึ้น ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจโรงไฟฟ้าของ BPP เนื่องจากโครงการลงทุนของ BPP ในประเทศที่ไปลงทุน คือ ไทย สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และ สปป.ลาว ไม่ได้อยู่ในพื้นที่การสู้รบ ทำให้สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ

โรงไฟฟ้า BLCP ในประเทศไทย ซื้อถ่านหินจากประเทศออสเตรเลีย เส้นทางการขนส่งถ่านหินไม่ได้มีประเด็นอะไร แต่ต้องมีการบริหารสต๊อกให้ดี และทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ย้ำให้จัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอในการผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่หงสา (HPC) สปป.ลาว เป็นโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณปากเหมือง ทำให้มีเชื้อเพลิงในพื้นที่ไม่มีความเสี่ยงอะไร ซึ่งโรงไฟฟ้าหงสาส่วนใหญ่ส่งไฟฟ้ามาขายในประเทศไทย

สำหรับโรงไฟฟ้าในประเทศจีน ก็เป็นธุรกิจที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีประเด็นความขัดแย้ง ก็สามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ

โรงไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ใช้เชื้อเพลิงจากแหล่งก๊าซฯ ในประเทศสหรัฐฯ ซึ่ง BPP มีแหล่งก๊าซฯ ที่ซัพพลายอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

โรงไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล จึงไม่มีผลกระทบกับการใช้เชื้อเพลิง

โดยราคาพลังงานที่เพิ่ม ก็มีการเฝ้าระวังตลอดเวลา และมีการประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น มีการเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการเรื่องความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา

สำหรับทิศทางการเติบโตในอนาคตของ BPP จะมีการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการโรงไฟฟ้า CCGT, ชีวมวล, ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) โดยแนวโน้มความต้องการพลังงานทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนจากตลาด ERCOT ในสหรัฐฯ ที่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 14% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยมีธุรกิจ Data Center เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญและคาดว่าจะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 2578 ดังนั้น การยกระดับ BPP สู่กลุ่มธุรกิจ Power+ คือการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้พร้อมรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale

ขณะเดียวกันการจำหน่ายสิทธิการลงทุนบางส่วนใน BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซฯ Temple I & II ในสหรัฐฯ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มโอกาสขยายการลงทุนในโครงการพลังงานใหม่ ๆ เช่น โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ ในรัฐเท็กซัส โดยเป็นโครงการแรกในสหรัฐฯ ที่นอกจากจะเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มในตลาดต่างประเทศ ยังช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของกลุ่มบ้านปู ในตลาดพลังงานระดับสากล

ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) และโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีน ยังสร้างผลกำไรต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุนถ่านหินและการจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่ม COD โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วน 10%
ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ใน สปป.ลาว และโรงไฟฟ้า BLCP ในไทยยังรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ 85% และ 89% ตามลำดับ รวมถึงธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีนยังเดินหน้าตามแผน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ไตรมาส 3 ปีนี้

สำหรับธุรกิจการกักเก็บพลังงาน (Storage) ได้ขยายพอร์ตโฟลิโอ BESS ทั้งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพื่อเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน โดยได้ลงทุนในโครงการ Megamouth ที่สหรัฐฯ กำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่ม COD ในปี 2570

ส่วนที่ญี่ปุ่นโครงการอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับกริดและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อไตรมาส 2 ปี 2568 ส่วนโครงการไอสึ (Aizu) และโครงการซึโนะ (Tsuno) กำลังไฟฟ้ารวม 52 เมกะวัตต์ ความจุพลังงานรวม 208 เมกะวัตต์ชั่วโมง และการร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo) กำลังไฟฟ้า 2 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง ยังคงดำเนินการตามแผน คาดว่าจะ COD ในปี 2571

ทางด้านการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) มีกำลังการขายไฟรวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง มีลูกค้ามากกว่า 2,000 ราย ในสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า ที่อ้างอิงตลาด ERCOT โดยซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Proprietary Trading)

บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Decarbonization ผ่านการร่วมลงทุนในโครงการ CCS Cotton Cove ในสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนด COD ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการลงทุนใน บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย Net Zero Solutions แบบครบวงจร โดยเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ อาทิ อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคากำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง

ABOUT THE AUTHOR

ดลฤดี ไชยสมบัติ

กองบรรณาธิการ Energy Time Online

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้