Last updated: 25 มิ.ย. 2569 | 275 จำนวนผู้เข้าชม |
แผนพีดีพีใหม่ เพิ่มพลังงานสะอาดเป็น 60%
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โจทย์ใหญ่ของพลังงานไทยวันนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องราคาถูก หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น โดยปัจจุบันไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าอีกจำนวนมาก หากเกิดวิกฤตในตะวันออกกลางจะกระทบต่อต้นทุนภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยทันที
ดังนั้น การจัดทำนโยบายพลังงานจะต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องหลัก คือ 1.เรื่องราคาต้นทุนที่แข่งขันได้ ความสะอาดตามเกณฑ์โลก และความมั่นคงที่ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้ามากเกินไป โดยมีแนวทางหลัก ประกอบด้วย การปฏิวัติโซลาร์รูฟท็อป โดยเลิกขั้นตอนยุ่งยาก ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์เป็นทรัพยากรที่ได้มาฟรีและถูกที่สุด การลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้รวดเร็ว หากติดตั้งเพื่อใช้เองจะต้องจบใน 7 วัน หากผลิตเพื่อขายคืนเข้าในระบบจะต้องไม่เกิน 30 วัน นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายโควตาการรับซื้อไฟคืนจากเดิม 90 เมกะวัตต์ เป็น 500-1,000 เมกะวัตต์ โดยมีแผนออกแพ็กเกจเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและช่วยเงินดาวน์ เพื่อให้ภาคครัวเรือนเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์ได้ง่ายขึ้น โดยใช้เงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟมาผ่อนชำระแทน
2.จะต้องมีการคุมเข้ม Data Center เพื่อป้องกันภาระค่าไฟประชาชน จากการที่มีการขอใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center สูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ จึงต้องเตรียมออกมาตรการป้องกันการจองล่วงหน้าเกินจริง (Over Forecast) โดยจะกำหนดให้ผู้ที่จะจองไฟฟ้าต้องวางเงินมัดจำ อาทิ จอง 100 เมกะวัตต์ อาจจะต้องมัดจำล่วงหน้า 1 ปี หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และลดค่าไฟให้ประชาชน
3.การผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากภาคเกษตรกรของไทย โดยนำไปใช้ในภาคขนส่ง แม้ทั่วโลกจะมุ่งไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ประเทศไทยจะรักษาฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมไว้ในฐานะ Last Man Standing โดยจะส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลให้มากขึ้น แม้บางช่วงราคาสูงกว่าการนำเข้า แต่เงินจะหมุนเวียนอยู่กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศ จึงพร้อมสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) ซึ่งสามารถผลิตไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง และปัจจุบันมีต้นทุนที่สู้กับก๊าซ LNG นำเข้าได้ดีกว่าเมื่อเกิดภาวะสงคราม
กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว (พีดีพี) ฉบับใหม่ ที่เป็นแผนปี 2026-2050 โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 60% พร้อมปรับโครงสร้างราคาไฟฟ้าให้เป็นธรรม โดยการแยกค่าไฟทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนให้ชัดเจนเพื่อให้รัฐบาลรับผิดชอบโดยตรง
ทางด้าน นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า อนาคตของพลังงานไทยภายใต้ พีดีพี 2026 การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดคือไฟฟ้า โดยจะต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานรูปแบบดั้งเดิม (electrification) ให้ลดการเปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศ การจัดทำแผนพีดีพี จะมีการเปลี่ยนฐานพลังงานจากแรงกดดันของกติกาโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะหากไม่เปลี่ยนแปลงไทยก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้น การจัดทำแผนพีดีพี 2026 อาจจะล่าช้าไปเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงจะมีภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ส่วนการจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 และการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ปัจจุบันมาตรการ CBAM มีผลบังคับใช้แล้ว และภาคเอกชนได้มีการปรับตัวก่อนภาครัฐมานานมาก ทั้งการลดต้นทุนสินค้า และบริการ ซึ่งเรื่องของคาร์บอนเป็นเรื่องที่ซีเรียส ขณะที่เทคโนโลยีพลังงานสะอาดก็มีต้นทุนถูกลงมาก
ทั้งนี้ ภาครัฐพยายามจะจัดหาพลังงานสะอาดให้ได้เพิ่มขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน แต่ยังคงต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล อาทิ ก๊าซธรรมชาติที่ยังคงต้องใช้อยู่ควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งวันนี้ได้มีการรวมกลุ่มบริษัทชั้นนำที่มุ่งมั่นใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ซึ่งเดิมจะมองแค่ความมั่นคง ราคาถูก และสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันความยั่งยืนต้องมาก่อน จึงต้องสร้างความสมดุลเรื่องความมั่นคง สร้างสมดุลเรื่องของต้นทุน
แผนพีดีพี 2026 จะปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 60% จากเดิมที่เคยพิจารณากันที่ 51% ซึ่งพลังงานสะอาดจะรวมถึงพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังน้ำจาก สปป.ลาว ดังนั้น SMR จะมีบรรจุอยู่ในแผนแน่นอน คาดว่าจะเริ่มเห็นผลการดำเนินการภายใน 10 ปีข้างหน้า เบื้องต้นมองกำลังผลิตประมาณ 300-600 เมกะวัตต์ต่อโรง รวมแล้วอาจสูงถึง 4,000 เมกะวัตต์ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย โดยในช่วงเริ่มต้นจะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ แต่ในอนาคตอาจเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
ส่วนราคาค่าไฟฟ้าภายใต้แผนพีดีพี 2026 ตั้งเป้าหมายไว้ไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งการจะทำได้ตามเป้าหมายนั้น ต้องมีการผสมผสานระหว่างการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ การขยายอายุโรงไฟฟ้าเดิมที่ยังมีประสิทธิภาพ และการเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกลไกต่าง ๆ
เรื่องของสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เบื้องต้นมองว่าไม่ควรต่ำกว่า 30% เพื่อทำหน้าที่เป็น Backup และบริหารจัดการระบบให้เกิดความเสถียรสูงสุด และมีเรื่องของ Direct PPA และการเตรียมเปิดเรื่องของ Third Party Access (TPA) เข้ามาอยู่ในแผนพีดีพี 2026 ด้วย คาดว่าแผนจะเสร็จภายในเดือนสิงหาคม/กันยายนนี้
ABOUT THE AUTHOR
กองบรรณาธิการ Energy Time Online
25 มิ.ย. 2569
26 มิ.ย. 2569
25 มิ.ย. 2569
25 มิ.ย. 2569