บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

Last updated: 2 ก.ค. 2569  |  108 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

GPSC ปักธงชิงพอร์ตแผน PDP 2026 เสริมความมั่นคงพลังงาน
มั่นใจศักยภาพบริหารโรงไฟฟ้าทุกประเภท เชื้อเพลิง ต้นทุนแข่งขันได้

GPSC เปิดเกมรุกธุรกิจบริหารพอร์ตนวัตกรรมพลังงาน เสริมศักยภาพพลังงานหลัก และพลังงานสะอาด รับดีมานด์ไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP 2026 เพิ่มน้ำหนักพลังงานสะอาด รับการขยายตัวกลุ่มธุรกิจ Data Center ในไทย เดินหน้าสู่ Net Zero ตามเป้าหมายประเทศ คาดปี 2593 ปริมาณใช้ไฟฟ้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเท่าตัว อยู่ที่ประมาณ 77,000 เมกะวัตต์ โชว์ความพร้อมร่วมมือพันธมิตรเจ้าของเทคโนโลยี เสริมแกร่งการเงิน พร้อมเข้าชิงส่วนแบ่งพัฒนาโครงการ SMR กำลังการผลิต 2,400 เมกะวัตต์ ใน 7-10 ปีข้างหน้า ตามแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศ

นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า ในปีนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมเดินหน้าประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (Power Development Plan: PDP) ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลาปี 2569–2593 โดยแผนดังกล่าว มีผลต่อการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนแผนการรองรับการเติบโตเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานโลก โดย GPSC ได้ประเมินทิศทางและวางกลยุทธ์ เพื่อการกำหนดทิศทางการลงทุนของบริษัทฯ ในอนาคต เพื่อมีส่วนสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่ม Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การออกมาตรการสนับสนุนให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้า ในรูปแบบ Direct PPA ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ดังนั้น ด้วยทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทย อาจเพิ่มจากระดับราว 30,000–33,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน เป็นประมาณ 77,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ทำให้แผน PDP ใหม่ต้องออกแบบให้สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โครงสร้างราคาที่เหมาะสม และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่านไทย ยังจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่ไม่สามารถผลิตและตอบสนองความต้องการใช้ได้อย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาของวัน ทั้งนี้ ในแผน PDP ใหม่จะมีการบรรจุแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้า Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาเป็นหน่วยผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงที่สำคัญ เพื่อปิดช่องว่างของพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ที่มีความไม่แน่นอนของระบบการผลิต โดยแผน PDP ใหม่ จากแผนเดิมที่วางแผนการพัฒนากำลังการผลิตไฟจาก SMR ไว้ที่ ประมาณ 600 เมกะวัตต์ และอยู่ในช่วงปลายแผน ในแผนใหม่นี้ เตรียมบรรจุโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์เพื่อใช้เป็นไฟฟ้าฐาน (Base Load) ป้อนพลังงานสะอาด ที่จะเข้ามาเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ ที่สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยลดความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงในระยะยาว ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การแข่งขันด้านต้นทุน และมีส่วนผลักดันให้ไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยียังอยู่ในระยะเริ่มต้น และต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านกฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแลบุคลากร และการยอมรับของภาคสังคม ซึ่งคาดว่าการพัฒนาโครงการ SMR หน่วยผลิตแรกในไทยอาจเกิดขึ้นหลังปี 2579 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพิสูจน์เทคโนโลยี แม้ต้นทุนก่อสร้างในระยะแรก ยังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 6–8 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ หรือโครงการขนาด 100 เมกะวัตต์อาจต้องใช้เงินลงทุนราว 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คาดว่าในอนาคต ต้นทุนของการพัฒนาจะลดลงกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ ในระยะแรกของการพัฒนาโครงการ หน่วยงานรัฐ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นผู้ดำเนินพัฒนาโครงการนำร่อง ซึ่ง GPSC ได้เตรียมความพร้อมในการศึกษาเทคโนโลยี SMR พร้อมร่วมมือกับพันธมิตร Seaborg Technologies จากเดนมาร์ก เพื่อศึกษาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ที่ใช้สารหล่อเย็นแบบ Molten Salt ซึ่งมีจุดเดือดสูงและช่วยลดแรงดันภายในระบบ ขณะที่การออกแบบเน้นหลัก Inherent Safety หรือระบบความปลอดภัยที่สามารถหยุดทำงานได้เอง เมื่อเกิดความผิดปกติ ลดการพึ่งพาระบบภายนอก และยังมีการศึกษารูปแบบการพัฒนา SMR ในเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสม

นอกจากนี้ GPSC ยังได้ปรับกลยุทธ์บริหารพอร์ตธุรกิจ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อราคาต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG โดยการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเดิม และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ตั้งเป้าในพอร์ตกำลังการผลิตติดตั้งเป็น 60–70% ภายในปี 2573 โดยมีการเติบโตของโครงการต่างประเทศ โดยเฉพาะในอินเดียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ SMR แม้จัดเป็นพลังงานสะอาดจากการไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต แต่ยังไม่ได้นับรวมเป็นเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนของบริษัทฯ ในปัจจุบัน

สำหรับโอกาสภายในประเทศ การเปิดให้ใช้ระบบสายส่งแก่บุคคลที่สาม หรือ Third-Party Access จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะการให้บริการลูกค้า Data Center ซึ่งมีความต้องการไฟฟ้าสะอาดและมีเสถียรภาพสูงจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ที่ทยอยเข้ามาลงทุนในไทย GPSC เห็นว่าไทยยังมีศักยภาพแข่งขันด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ขณะที่นโยบายกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ที่อ้างอิงต้นทุน LNG จะช่วยสร้างความชัดเจนในการตัดสินใจลงทุน และลดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น โดยบริษัทฯ มีความพร้อมจากฐานโรงไฟฟ้าเดิมและที่ดินในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างศึกษาทางเลือกการบริหารสินทรัพย์เดิม ทั้งการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า และการต่อยอดโรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดอายุสัญญาเพื่อรองรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น Data Center รวมถึงการเจรจานำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดที่มีราคาคงที่ และสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค

ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการ Energy Time Online

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้