Last updated: 22 ต.ค. 2569 | 144 จำนวนผู้เข้าชม |
รมว.พลังงานเตรียมนำเงินกองทุนอนุรักษ์ฯเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบ 100,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ โดยการกู้เงินเป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ ดังนั้นหนึ่งในทางเลือก คือการพิจารณานำเงินจากกองทุนอื่นที่มีเงินสะสมอยู่แต่ยังไม่ได้ใช้ มาเสริมให้กองทุนน้ำมันฯ เพื่อช่วยลดภาระการชดเชยราคาน้ำมัน โดยกำลังพิจารณาใช้เงินสะสมจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีการจัดเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน โดยอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะสามารถนำเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้มาช่วยกองทุนน้ำมันฯ ได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันผันผวนอยู่ในระดับสูง การนำเงินกองทุนอนุรักษ์ฯที่มีอยู่มาใช้บรรเทาผลกระทบให้ประชาชนถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา ซึ่งจะต้องพิจารณารายละเอียดและวัตถุประสงค์ของแต่ละกองทุนให้ชัดเจนก่อน ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะนำเงินมาใช้ได้เท่าใด หรือจะดำเนินการได้เมื่อใด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณานำเงินปันผลจากบริษัทน้ำมัน อาทิ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น มาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนฯเคยติดลบถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งยังมีทางเลือกในการบริหารจัดการอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเงินจากกองทุนอื่นมาเสริมสภาพคล่อง และการใช้มาตรการทางภาษีหากสถานการณ์จำเป็น
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการใช้กลไกค่าการกลั่นไปแล้วเกือบ 30,000 ล้านบาท โดยปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 4 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก
ส่วนแนวทางการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ใช้มาตรการนี้ เนื่องจากในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้มีการปรับลดภาษีสรรพสามิตลง 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลานาน1-2ปี ส่งผลให้รายได้ภาครัฐลดลง และเพิ่มความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป 1.3 แสนล้านบาท
แต่กระทรวงการคลังมีแนวทางปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ E20 และ B20 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า ปัจจุบันน้ำมันทั้งสองชนิดมีราคาถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานอย่าง B7 และ E10 ประมาณ 6 บาทต่อลิตร โดยรัฐบาลต้องการรักษาส่วนต่างราคานี้ไว้เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กลุ่มผู้ใช้งานที่จำเป็น
นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาหลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เบื้องต้นมีการเสนอไว้ 4 ทางเลือก ซึ่งกำหนดกรอบการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในช่วง 10 ปีแรกจากปัจจุบันประมาณ 20กว่า% เป็น 50% ก่อนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนในระยะต่อไป โดยคาดว่าทั้ง 4 ทางเลือกจะมีสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดตั้งแต่ 65% ไปจนถึงเกือบ 90% ซึ่งจะพิจารณาให้เหมาะสม เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางใหม่ตามนโยบายและแผน สำหรับกรอบการพัฒนา PDP 2026 ในช่วง 10 ปีแรก ทุกทางเลือกจะมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดจากระดับประมาณ 20กว่า% เป็น 50% เหมือนกัน ส่วนการเพิ่มสัดส่วนหลังจากนั้น จะพิจารณาความเหมาะสมระหว่างการผลิตไฟฟ้าสะอาดกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) โดยเปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่า เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด คาดว่าแผน PDP จะประกาศภายในปี 2569 นี้
ABOUT THE AUTHOR
กองบรรณาธิการ Energy Time Online
22 ต.ค. 2569
22 ต.ค. 2569
22 ต.ค. 2569
22 ต.ค. 2569