เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

Last updated: May 12, 2020  |  151 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY NEWS

เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

SPCG กำไรไตรมาส 1 กว่า 800 ล้านบาท

น.ส.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2563 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ว่า มีรายได้รวมจากการขาย 1,454.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% และมีกำไรสุทธิ 837.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เนื่องจากจำนวนกระแสไฟฟ้าที่ผลิตและจำหน่ายได้ของพลังแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ทั้ง 36 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับธุรกิจผลิตและติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (โซลาร์รูฟ) ที่ดำเนินการผ่าน บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด (SPR) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SPCG ที่ดำเนินธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา สำหรับบ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรม มีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน คิดเป็น 72%

โดยการดำเนินธุรกิจโซลาร์รูฟในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากได้ต่อยอดความสำเร็จโดยพัฒนาการลงทุนโซลาร์รูป ในรูปแบบลิสซิ่ง (Leasing) กับสถาบันการเงิน ได้ระยะเวลายาวนานถึง 15 ปี โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟ ร่วมกับบริษัท มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิส แอนด์ ไฟแนนซ์ จำกัด (MUL) บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) และบริษัท เคียวเซร่า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น (Kyocera) เพื่อเพิ่มศักยภาพ และโอกาสการลงทุนโซลาร์รูปสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เนื่องจากมีการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาจะมีส่วนช่วยในการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมาก ซึ่งนอกจากจะนำพลังงานที่ผลิตได้จากแผงเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้เป็นพลังงานหลักในช่วงเวลากลางวันได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น ยังมีส่วนช่วยในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 จึงเชื่อมั่นว่าระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูปจะได้รับความสนใจมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม

ส่วนธุรกิจโซลาร์ฟาร์มที่ SPCG ได้ลงทุนร่วมกับ Kyocera, Kyudenko Corporation, Tokyo Century Corporation, Furukawa Electric Company Limited และ Tsuboi Corporation เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม Ukujima Mega Solar Project กำลังการผลิตรวม 480 เมกะวัตต์ ที่เกาะ Ukujima เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วนการลงทุน 17.92% หรือคิดเป็นประมาณ 2,700 ล้านบาท มีกำหนดการพัฒนาโครงการแล้วเสร็จในปี 2566 ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการชำระทุนครั้งที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 1,420,242,567 เยน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 และจะชำระทุนครั้งที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 1,924,187,000 เยน ภายในเดือนพฤษภาคม 2563

น.ส.วันดี ยังได้เพิ่มเติมว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 ได้มีมติอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาท หรือในสกุลเงินอื่นในจำนวนที่เทียบเท่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทฯ