กัลฟ์ อ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

Last updated: Aug 27, 2020  |  129 จำนวนผู้เข้าชม  |  ENERGY NEWS

กัลฟ์ อ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

กัลฟ์ ลุยเพิ่มทุนขยายกิจการ

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ อ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 ได้อนุมัติให้ กัลฟ์ เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทจาก 10,660,500,000 บาท เป็น 11,733,150 บาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 10,660,500,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท เพื่อขายให้กับผู้ถือหุ้นรายเดิม โดยจัดสรรในอัตรา 10 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาเสนอขายหุ้นละ 30 บาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น รองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าและโครงการระบบสาธารณูปโภคหลายโครงการ และเป็นการลดต้นทุนทางการเงินด้วย

บริษัทมีโครงการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความต้องการเงินลงทุนจำนวนมาก ที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนซื้อหุ้น 50% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ในประเทศเยอรมัน กำลังการผลิต 465 เมกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่เป็นโครงการที่ดีและสามารถรับรู้กำไรทันทีประมาณปีละ 1,500-2,000 ล้านบาท ยังมีโครงการที่อยู่ในแผนการดำเนินงานอีกหลายโครงการ เช่น โครงการหินกองเพาเวอร์ ขนาด 1,400 เมกะวัตต์ โครงการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (TPP) ขนาด 5,000 เมกะวัตต์ โครงการบูรพาเพาเวอร์ และยังมีแผนขยายธุรกิจในอนาคต ทั้งในประเทศแถบเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ

หากไม่ทำการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทในช่วงนี้ ในอนาคตโครงการที่จะลงทุนตามแผนจะมีการก่อหนี้เพิ่มอีกในช่วง 2 ปีข้างหน้า หากไม่ทำอะไรเลย และสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะเพิ่มขึ้น การเพิ่มทุนจะทำให้งบดุลแข็งแกร่งขึ้น และสามารถหาโครงการในอนาคตได้มากขึ้น ทั้งโครงการที่เริ่มพัฒนาใหม่ หรือโครงการที่การพัฒนาแล้ว ซึ่งกัลฟ์วางแผนการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยการลงทุนระยะสั้น 2-3 ปี จะเป็นการเข้าไปซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งจะมีกำไรเข้ามาทันทีจะทำให้มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเจนในช่วงปี 2565-2566 จะมี ส่วนในระยะยาวก็มีโครงการลงทุนที่จะพัฒนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากนี้จะเน้นโครงการพลังงานหมุนเวียน เพราะในปัจจุบันกัลฟ์มีโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ดังนั้น การขยายโครงการลงทุนก็จะเป็นในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

สำหรับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทมากนัก เพราะมีการเข้าไปซื้อโครงการที่มีผลตอบแทนเร็ว แม้ว่าลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จะใช้ไฟฟ้าลดลง แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหาร และบรรจุภัณฑ์ มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ ดังนั้น ผลประกอบการของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ส่วนการก่อสร้างโครงการต่างๆ ก็ไม่ได้รับผลกระทบทำให้ล่าช้า ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้า ขนาด 2,500 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดชลบุรี จะแล้วเสร็จ ส่วนอีก 1 โรง ขนาด 2,500 เมกะวัตต์ ก็ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว โครงการในเวียดนามก็ยังดำเนินงานอยู่

การเข้าไปซื้อหุ้นใน INTOUCH ก่อนหน้านี้ ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจ และบริษัทนี้มีผลประกอบการที่ดี ส่วนการได้รับใบอนุญาตจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Shipper) ก็จะเข้ามาต่อยอดธุรกิจที่บริษัทจะเข้าไปดำเนินการ และจะทำให้การแข่งขันในประเทศสูงขึ้น ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลง

นายยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน GULF กล่าวว่า หลังการเพิ่มทุนสำเร็จ สัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะอยู่ที่ 0.8 และการเติบโตของบริษัทในปีนี้ยังเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2562 ตามที่ได้วางแผนไว้ เพราะเป็นปีที่รับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ที่เยอรมัน หลังจากนั้นโครงการโรงไฟฟ้า IPP ขนาด 5,000 เมกะวัตต์ ก็จะทยอยเข้าระบบตั้งแต่ปลายปีนี้ไปจนถึงปี 2567 หลังจากนั้นโครงการโรงไฟฟ้าหินกองก็จะเข้าระบบในปี 2567-2568 โครงการบูรพาเพาเวอร์ จะเข้าระบบในปี 2570 เมื่อโครงการทยอยดำเนินการแล้วกำไรจะเพิ่มขึ้น และสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะลดลงอีก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศจะลดลง และบริษัทในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่จะทยอยเข้าระบบหลายโรง แต่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของบริษัทถูกออกแบบให้มีผลตอบแทนในส่วนของค่าความพร้อมจ่าย (AP) แม้ว่าจะไม่ได้รับการสั่งให้เดินเครื่อง