ปตท. จำกัด (มหาชน)

Last updated: 23 ก.พ. 2564  |  1338 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ปตท. จำกัด (มหาชน)

ปตท. ชะลอการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่น

ปตท. จะชะลอการลงทุนในการเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันแล้ว ยกเว้นโครงการ CFP ของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่จะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อให้แข่งขันได้ ในขณะที่ธุรกิจอื่นยังลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจ Gas to Power ที่ ปตท.สผ. จะเป็นแกนนำ เชื่อมั่นว่ายังรักษาการลงทุนที่เมียนมาให้ต่อเนื่องได้

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.จะไม่มีการลงทุนในโครงการโรงกลั่นใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว แต่จะปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และสามารถยืนอยู่ได้ในระยะยาว แต่ยังเน้นการลงทุนเพิ่มในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ยังมีอนาคต และสามารถต่อยอดไปธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจพลังงานทดแทนได้ (Gas to Power)
“มองว่าธุรกิจพลังงานของโลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซฯ ไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น และความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบภาวะโลกร้อน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งวิถีชีวิตใหม่ ดังนั้น จึงต้องเตรียมการรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมองว่าก๊าซฯ ยังเป็นธุรกิจที่มีอนาคตในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน และจะมาช่วยทดแทนรายได้ที่ลดลงจากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันได้” นายอรรถพล กล่าว

กลุ่ม ปตท.จะมีการลงทุนในธุรกิจก๊าซฯ โดยใช้ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ซึ่งมีพอร์ตการลงทุนในก๊าซฯ อยู่แล้ว โดยปัจจุบันมีสัดส่วนของการผลิตก๊าซฯ ประมาณ 75% ก็จะเพิ่มเป็น 80% และลดพอร์ตในส่วนของน้ำมันลงเหลือ 20% เนื่องจากน้ำมันได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาน้ำมันที่ผันผวน และความต้องการที่ลดลง แต่ธุรกิจก๊าซฯ สามารถต่อยอดได้หลายอย่างที่เป็นความต้องการใหม่ โดยเฉพาะ ปตท.สผ. ที่มีการลงทุนในแหล่งก๊าซฯ ที่เมียนมา ทั้งยาดานา เยตากุน และซอติก้า ได้มีการหารือกับรัฐบาลเมียนมา ในการทำโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งจะนำก๊าซฯ จากแหล่งต่างๆ ต่อท่อส่งก๊าซฯ มาที่โรงไฟฟ้า ระยะทางประมาณ 370 กิโลเมตร ซึ่งการลงทุนท่อจะร่วมกับ ปตท. และจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ขนาด 600 เมกะวัตต์ ซึ่งจะร่วมกับ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในการทำ นอกจากนี้ ยังสามารถต่อท่อไปอีก 60 กม. เพื่อไปนิคมอุตสาหกรรมในเมืองย่างกุ้ง สามารถต่อยอดในการทำธุรกิจจัดจำหน่ายก๊าซฯ ในนิคมฯ ได้

ปตท.ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในอนาคตจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นอีก 8,000 เมกะวัตต์ และพลังงานทดแทนอีก 8,000 เมกะวัตต์

ส่วนเรื่องการเปิดเสรีก๊าซฯ ในประเทศ แล้วจะทำให้กระทบกับกลุ่ม ปตท. เรื่องนี้ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้เริ่มปรับโครงสร้างธุรกิจก๊าซฯ มาเป็นระยะ และ ปตท.กำลังพิจารณาที่จะขอใบอนุญาตในการขายก๊าซฯ ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม จากที่มีใบอนุญาตในการจัดจำหน่ายให้กับโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนของความมั่นคงแล้ว เพราะหากเปิดเสรีก๊าซฯ ก็ควรให้ ปตท.ได้มีโอกาสในการลงทุนแข่งขันด้วย โดยกำลังมองอยู่ว่าจะแยกขอใบอนุญาตใบเดียวที่ใช้ได้ทั้งสองตลาด หรือจะขอแยกกันในการทำตลาด ซึ่งต้องดูนโยบายของกระทรวงพลังงานก่อนว่าจะประกาศเปิดเสรีก๊าซฯ ออกมาอย่างไร

กลุ่ม ปตท.จะเน้นการทำตลาดก๊าซฯ มาขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยจะลงทุนครบวงจรทั้งหมด (Gas Value Chain) ซึ่งยังต่อยอดไปถึงธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร (EV Value Chain) ที่จะทำทั้งรถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ซึ่งในส่วนของแบตเตอรี่ได้มีการพูดคุยกับทางกองทัพบก ที่กำลังศึกษาจะทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ปตท.จะเสนอให้มีการเอาแบตเตอรี่ของ ปตท.เข้าไปติดตั้งในโรงไฟฟ้า เพื่อทำให้ไฟฟ้าที่ผลิตได้มีความเสถียรและต่อเนื่องมากขึ้น และยังได้พูดคุยกับกองทัพบก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น การผลิตเสื้อเกราะ หรือชิ้นส่วนรถถัง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการแสวงหาโอกาสในการลงทุนของกลุ่ม ปตท.
สำหรับธุรกิจอื่นๆ คือ ปิโตรเคมีก็ยังลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่จะเน้นในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็น Specialty มากขึ้น เพราะปัจจุบันสามารถที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ที่รองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป และผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความต้องการสูงได้มากขึ้น และยังสามารถผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อรองรับธุรกิจ EV ที่จะมีมากขึ้นในอนาคตได้ด้วย

ส่วนการลงทุนของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) จะไม่ลงทุนธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว แต่จะเน้นลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน และธุรกิจต่างประเทศ โดยจะทำดิจิทัลเข้ามาในการซื้อขายมากขึ้น
นายอรรถพล กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 2564-2568) กลุ่ม ปตท. เตรียมแผนลงทุนในวงเงินรวม 850,573 ล้านบาท (ไม่รวมโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการลงทุนหรือแสวงหาโอกาสในการลงทุน) และจัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า จำนวน 804,202 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง สร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาเศรษฐกิจไทย ทั้งในธุรกิจหลักของกลุ่มโรงกลั่น ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี

ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ ได้แก่ โครงการ LNG Terminal 2 (หนองแฟบ) โครงการโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 7 โครงการท่อก๊าซฯบนบกเส้นที่ 5 และการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนผ่าน บริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP)

นอกเหนือจากนวัตกรรมด้านพลังงาน กลุ่ม ปตท. ยังเตรียมพร้อมก้าวสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในอนาคต เช่น การจัดตั้งบริษัท AI and Robotics Venture (ARV) ของ ปตท.สผ. รวมถึงการจัดตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจ Life Science ใน 4 กลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ 1.ธุรกิจยา 2.ธุรกิจอาหารและโภชนาการ 3.ธุรกิจอุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ และ 4.ธุรกิจเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อให้เป็น New S-Curve ของกลุ่ม ปตท. และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท. มากขึ้น

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้