Last updated: 31 มี.ค. 2564 | 1244 จำนวนผู้เข้าชม |
ไทยออยล์ เตรียมขยายธุรกิจใหม่
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยออยล์อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) ซึ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ มูลค่าการลงทุน 4,825 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของโรงกลั่น ด้วยการขยายกำลังการกลั่นเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรล/วัน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นด้านการกลั่น โดยสามารถรับน้ำมันดิบที่หลากหลายชนิด รวมถึงเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จตามแผนงานในปี 2566
หลังจากที่โครงการ CPF แล้วเสร็จ ไทยออยล์จะมีการต่อยอดการลงทุนจากโครงการ CFP เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมีเป้าหมายว่าในอนาคตสัดส่วนกำไรจะมาจากธุรกิจโรงกลั่น 40% ธุรกิจปิโตรเคมี 40% ธุรกิจไฟฟ้า 15% และธุรกิจใหม่ 5%
โดยได้กำหนดกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจหลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย
1.การต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าให้แก่ทุกโมเลกุลที่ผลิต (Hydrocarbon Value Chain Maximization) โดยการเร่งหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีต่อยอดจากธุรกิจการกลั่นน้ำมันเพิ่มเติม จากธุรกิจิโตรเคมีกลุ่มอะโรเมติกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบันไปยังธุรกิจกลุ่มโอเลฟินส์ เป็นการต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าจากผลิตภัณฑ์พลอยได้ Light Naphtha และ Heavy Naphtha และ LPG จากโครงการ CFP กำลังการผลิตรวมกว่า 2.2 ล้านตัน/ปี รวมถึงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High-value Products) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้า
โดยแบ่งออกเป็น 4 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจน้ำมัน ด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นโรงกลั่นน้ำมันชั้นนำในภูมิภาค จัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการของตลาด ที่จะสร้างกำไรได้มากขึ้น ด้วยการขยายตลาดไปในภูมิภาคเอเชียที่ยังมีการเติบโต ควบคู่ไปกับการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ธุรกิจอะโรเมติกส์ ที่จะแสวงหาโอกาสในการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ขยายสู่ธุรกิจปลายน้ำ โดยใช้ Heavy Naphtha ไปเพิ่มกำลังการผลิตของอะโรเมติกส์ จากปัจจุบันมีโรงงานพาราไซลีน และเบนซีน ก็สามารถขยายไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ สิ่งทอ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ธุรกิจโอเลฟินส์ จะเป็นธุรกิจใหม่ของไทยออยล์ โดยจะนำ Light Naphtha และ LPG ไปผลิตโอเลฟินส์ แต่จะเป็นการลงทุนแบบ Fast Track โดยเข้าร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานโอเลฟินส์เอง ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี หลังจากนั้นก็จะต่อยอดไปที่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำโดยร่วมทุนกับคนอื่นในโครงการต่างๆ
ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของกลุ่มไทยออยล์ โดยมุ่งเน้นการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการและเป็นที่พึงพอใจของลูกค้า
2.การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการเติบโต (Supply Chain Management as a Growth Platform) เพื่อสร้าง Platform ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริการลูกค้า การส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าในภูมิภาค ผ่านการบริหารจัดการระบบกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ของบริษัทในกลุ่มที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ รองรับการลงทุนในปัจจุบันและโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
3.การกระจายความเติบโตเพื่อลดความผันผวนของกำไร (Earnings Diversification) ไปยังธุรกิจที่มีรายได้ที่มั่นคง รวามถึงธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือธุรกิจใหม่เชิงนวัตกรรมที่สอดคลัองกับแนวโน้มในอนาคต (New S-Curse) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่ดให้พอร์ตการลงทุนและเพิ่มเสถียรภาพของกำไร รองรับความผันผวนจากธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี แบ่งออกเป็น 2 ธุรกิจ คือ
ธุรกิจไฟฟ้า จะเติบโตผ่านการลงทุนใน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ที่บริษัทฯ ถือหุ้นอยู่ 25% ซึ่งจะมีการขยายการลงทุนไปที่ประเทศเวียดนาม และเมียนมา และโครงการโรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างเองเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าในโรงงานของกลุ่มไทยออยล์ โดยจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP เพื่อทดแทนโรงเดิมที่หมดอายุไป ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการลงทุนทั้งหมดของไทยออยล์ ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์
และธุรกิจใหม่ เพื่อหาโอกาสในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และธุรกิจใหม่เชิงนวัตกรรมที่สอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต ทั้งในส่วนของเทคโนโลยีด้านการผลิต (Manufacturing Technology) เทคโนโลยีด้านความยั่งยืน (Better Life Technology) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้พลังงานในอนาคต (Mobility & Battery) โดยการลงทุนผ่านกองทุนร่วม (Venture Capital Fund) และการลงทุนโดยตรงในธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมถึงการผลักดันนวัตกรรมที่มีการสร้างสรรคในกลุ่มไทยออยล์มาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ผ่านบริษัทร่วมทุน ในบริษัท ทรัพย์ทิพย์ จำกัด และบริษัท อุบลไบโอเทนอล จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตเอทานอล ซึ่งมีความสนใจที่จะร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน และอาหารออแกนิกต่างๆ ด้วย
ส่วนการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ จะกระทบต่อธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของไทยออยล์อย่างไร มองว่า EV เป็นเทรนด์ แต่จะเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดของรถค่อนข้างช้า และจะมีสัดส่วนทดแทนน้ำมันแค่ 2-3% และต้องใช้เวลา 20-30 ปีในการเพิ่มการใช้ เพิ่มหากมีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ที่รวดเร็วมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจยานยนต์ในประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจลดลง
5 เม.ย 2569
7 เม.ย 2569
5 เม.ย 2569
5 เม.ย 2569